posttoday
มองกันยาวๆ กับช็อปช่วยชาติ

มองกันยาวๆ กับช็อปช่วยชาติ

15 พฤศจิกายน 2560

ปิยะณัฐ ตอนนี้คงไม่มีนโยบายไหนดังไปกว่านโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" ที่ทางรัฐบาลเพิ่งอนุมัติผ่าน ครม.กันมาสดๆ ร้อนๆ แถมยังเริ่มให้ใช้ได้เลยก่อนช่วงสิ้นปี คือช่วงวันเสาร์ที่ 11 พ.ย. 2560 ถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ธ.ค. 2560 โดยให้นำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเต็มรูปแบบมูลค่ารวมแล้วไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้

ปิยะณัฐ

ตอนนี้คงไม่มีนโยบายไหนดังไปกว่านโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" ที่ทางรัฐบาลเพิ่งอนุมัติผ่าน ครม.กันมาสดๆ ร้อนๆ แถมยังเริ่มให้ใช้ได้เลยก่อนช่วงสิ้นปี คือช่วงวันเสาร์ที่ 11 พ.ย. 2560 ถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ธ.ค. 2560 โดยให้นำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเต็มรูปแบบมูลค่ารวมแล้วไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้

ผู้เขียนเข้าใจว่ามาตรการลักษณะแบบนี้ไม่ค่อยจะเห็นประเทศอื่นเขาทำกันนัก เพราะเป็นการทำให้ภาครัฐเสียผลประโยชน์ซึ่งทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้น้อยลง แต่สำหรับประเทศไทยนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มักจะมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังเสมอ

จากข้อมูลของทางภาครัฐเอง "ช็อปช่วยชาติ" ปีนี้จะทำให้ภาครัฐ สูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 2,000 ล้านบาท เพราะต้องคืนเงินลดหย่อนภาษีจากมูลค่าสินค้าและบริการประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และเงินจำนวนนี้สามารถไปกระตุ้น "จีดีพี" ได้ 0.05% ฟังดูไม่เยอะเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย ที่เพิ่งมีการปรับเป้าหมายของ "จีดีพี" จาก 3.5% เป็น 3.8%

"ช็อปช่วยชาติ" ปีนี้มาแปลกเพราะระยะเวลาของการช็อปนั้นมีให้ถึง 23 วัน และอยู่ในช่วงก่อนสิ้นปี ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนๆ ที่จะอยู่ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน ธ.ค. สาเหตุหลักคงไม่อยากให้คนไทยชะลอการใช้เงินก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ เพราะคนส่วนใหญ่คงตั้งใจเก็บเงินไว้ใช้กันช่วงนั้น การลดหย่อนครั้งนี้ไม่รวมสินค้าและบริการบางประเภท เช่น สุรา ค่าท่องเที่ยว ค่าโรงแรม และอื่นๆ สาเหตุคงอยากให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจจากเงินของคนในถิ่นฐานนั้นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบวงกว้างและทั่วถึง

มีได้ต้องมีเสียเป็นธรรมดาและคราวนี้คนที่เสียประโยชน์คงหนีไม่พ้น ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ "VAT" เพราะผู้ซื้อต้องเบนเข็มไปซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบได้ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT นั้นนอกจากจะไม่ได้กำไรจากนโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" แล้ว ยังสูญเสียยอดขายและรายได้ไปในช่วง "ช็อปช่วยชาติ" ด้วย

ภาครัฐเองนอกจากจะได้เด้งแรกคือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเบาๆ แล้ว เด้งสองคือการกึ่งบังคับให้ผู้ประกอบการ "เข้าระบบ" จัดเก็บภาษีให้ถูกต้องทุกราย ซึ่งภาครัฐเองคงหวังให้ผู้ประกอบการเข้าระบบมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ทุกปี และหวังว่ากรมสรรพากรเองจะได้รายได้จากผู้เข้าระบบรายใหม่จนสามารถลบล้างรายได้ที่กรมสรรพากรสูญเสียไปในการออกนโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" ในแต่ละครั้ง ผู้ประกอบการเองเห็นแบบนี้แล้วควรเริ่มปรับตัวเข้าระบบจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องเพื่อการเจริญเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ต้องให้ภาครัฐมาบังคับกันแบบอ้อมๆ แบบนี้อีก

แต่ภาครัฐเองไม่เคยประกาศข้อมูลออกมาเป็นรูปธรรมว่าผู้ประกอบการที่เข้าระบบจัดเก็บภาษีรายใหม่ๆ นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือไม่ และสามารถทำให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นแค่ไหน และนี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยหลายคนอยากเห็นข้อพิสูจน์ว่า "ช็อปช่วยชาติ" นั้นได้ช่วยชาติตามชื่อที่ตั้งกันหรือไม่

"ช็อปช่วยชาติ" ไม่ได้สร้างแต่ประโยชน์เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ อีกฝั่งหนึ่งเป็นการกระตุ้นให้คนไทยใช้จ่ายเงินเกินตัวหรือไม่ และการได้มาของการช็อปนั้นมาจากการไปกู้หนี้ยืมสินมาหรือเปล่า ซึ่งขัดต่อหลักการเศรษฐกิจพอเพียงอยู่พอสมควร และภาครัฐควรสื่อสารกับประชาชนให้ดีว่าประโยชน์ของการลดหย่อนภาษีจากนโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" นั้นจริงๆ แล้วมีมูลค่าเท่าไหร่ในแต่ละช่วงรายได้ ซึ่งยังมีรายละเอียดอื่นๆ ประกอบเพิ่มเติมอีกพอสมควร เช่น ซื้อสินค้าหรือบริการมูลค่า 1.5 หมื่นบาท ไม่ได้แปลว่าสามารถลดภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท บางคนเงินเดือนไม่ถึง 2.6 หมื่นบาท/เดือน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่แล้ว และบางคนมีการผ่อนค่าซื้อบ้าน-รถ ซื้อกองทุน จ่ายเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อยู่แล้ว และอาจจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่แล้ว

เพราะคนส่วนใหญ่บางครั้งก็ตามกระแสการโปรโมทของห้างร้านต่างๆ จนลืมตัวไปว่าจริงๆ แล้วที่ซื้อสินค้าไปนั้นตนเองได้ผลประโยชน์ทางภาษีนิดเดียว แต่ต้องไปเป็นหนี้สินและยังต้องมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ตามมาภายหลังอีก

ครั้งนี้คนที่ได้ประโยชน์คงหนีไม่พ้นภาครัฐ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนเรื่องการขยายฐานภาษีจากผู้ประกอบการ และอีกฝั่งที่ได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบจัดเก็บภาษี ซึ่งคนที่ได้ไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการรายใหญ่พวกห้างร้านต่างๆ และนี่อาจจะทำให้เกิดระยะห่างทางการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็กกันเข้าไปอีก เข้ากับวลีที่ว่า "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" จริงๆ n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ