posttoday
อาเซียนตลาดใหญ่ที่น่าลงทุน

อาเซียนตลาดใหญ่ที่น่าลงทุน

16 พฤศจิกายน 2560

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เปิดเผยในงานสัมมนาบางกอกโพสต์ ฟอรัม ว่า บริษัททำธุรกิจด้านพลังงานและถ่านหิน และตัดสินใจขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซียเป็นที่แรก เพราะเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ซึ่ง 30 ปีที่ผ่านมา ถ่านหินมีบทบาทสำคัญที่สุดในด้านพลังงาน โดยการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนมองว่าเป็นตลาดเดียวกัน ไม่มีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน เมื่อลงทุนแล้วก็จะได้ตลาดที่ใหญ่ แต่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าแต่ละประเทศมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันอย่างไรบ้าง

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เปิดเผยในงานสัมมนาบางกอกโพสต์ ฟอรัม ว่า บริษัททำธุรกิจด้านพลังงานและถ่านหิน และตัดสินใจขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซียเป็นที่แรก เพราะเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ซึ่ง 30 ปีที่ผ่านมา ถ่านหินมีบทบาทสำคัญที่สุดในด้านพลังงาน โดยการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนมองว่าเป็นตลาดเดียวกัน ไม่มีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน เมื่อลงทุนแล้วก็จะได้ตลาดที่ใหญ่ แต่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าแต่ละประเทศมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันอย่างไรบ้าง

"ความท้าทายในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งธุรกิจพลังงานและถ่านหินต้องปรับตัวสูง และประการต่อมา คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ทำอย่างไรที่สามารถสร้างผู้นำในระดับองค์กรมากขึ้น ไม่ได้ยึดติดแค่กลุ่มผู้บริหารเท่านั้น" สมฤดี กล่าว

แอนโทนี ตัน ผู้ก่อตั้ง แกร็บ เปิดเผยว่า บริษัทเติบโตจากกลุ่มผู้ใช้บริการในภูมิภาคอาเซียน เริ่มต้นขยายธุรกิจยังฟิลิปปินส์ ตามด้วยประเทศไทย ซึ่งการทำธุรกิจในอาเซียนได้รับประโยชน์ด้านมาตรการทางภาษีและด้านวัฒนธรรม ทั้งนี้ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นปัญหาร่วมในภูมิภาคอาเซียน เป็นแนวทางที่บริษัทพัฒนาธุรกิจขึ้นมา โดยธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมการใช้บริการคมนาคมของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่มากที่สุด เช่น กรุงเทพฯ มีแกร็บไบค์ มะนิลามีแกร็บของผู้ขับสามล้อ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความต้องการเดินทางเพิ่มมากขึ้นในโลกปัจจุบัน มองว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเกิดการควบรวม ระหว่างเพย์เมนต์และการเดินทาง ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันตลอดเวลา โดยรูปแบบการให้บริการการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีใหม่

ด้าน วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาบางกอกโพสต์ ฟอรัม หัวข้อ 20 ปีหลังวิกฤตการเงิน ว่า หากมองไปอนาคตมี 4 ข้อสำคัญ ที่ต้องทำเพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้อแรกการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต เนื่องจากไทยเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ คนไทยทุกคนต้องทำเงินให้ได้มากกว่าเดิม ขณะที่สังคมทั่วโลกเปลี่ยนไปมากจึงต้องเร่งลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อ

ข้อต่อมา คือ ภูมิคุ้มกันต้องดีขึ้น ทั้งการบริหารเศรษฐกิจมหภาคหรือภาคธุรกิจเอง เพราะโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลาดการเงินอาจได้รับผล กระทบกระเทือนจากข้อความทวิตเตอร์สั้นๆ ไม่กี่คำก็ได้ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีจะนำไปสู่การมีภูมิต้านทานโลกที่ผันผวนได้

วิรไท กล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพราะดอลลาร์สหรัฐอ่อน แต่ก็แข็งสอดคล้องกับภูมิภาค และมีประเทศอื่นในภูมิภาคที่ค่าเงินแข็งค่าเร็วกว่า จึงไม่อยากให้ไปมุ่งจับตาเพียงว่าเงินบาทจะหลุด 33 บาท/ดอลลาร์หรือไม่ หากผู้ประกอบการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมก็จะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนเหล่านี้ได้

ทั้งนี้ การป้องกันความเสี่ยงควรทำกระจายช่วงเวลา ไม่ใช่การกระจุกตัวทำพร้อมกันเมื่อเห็นค่าเงินเปลี่ยนแปลง เพราะจะกลายเป็นไปสร้างแรงกดดันให้ตลาดได้ ที่ผ่านมา ธปท.ก็ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีป้องกัน ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย fx option โดยสถาบันการเงินจะจัดอบรม 20 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งเอสเอ็มอีที่ร่วมอบรมและต้องการเข้าร่วมโครงการจะได้รับสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้

สำหรับข้อที่สาม ได้แก่ การเปิดกว้างและครอบคลุม โดยปัจจุบันมีความไม่เสมอภาคด้านโอกาสที่คนได้รับ และช่องว่างนี้ห่างขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องดูแลให้แน่ใจว่าการเติบโตในอนาคตจะครอบคลุมถึงทุกคน และข้อสุดท้าย ศักยภาพของภูมิภาค เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตของโลก ดังนั้นต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกุล เจ้าของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจรอบก่อนมีข้อดีอย่างหนึ่งเพราะทำให้บริษัทไทยมีวินัยการเงินมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่จะทำให้รับมือวิกฤตที่อาจมีในอนาคตได้ ก็คือ วินัย ซึ่งจะทำให้คุมธุรกิจอยู่ ใช้ได้กับรัฐ เอกชน หรือองค์กรการกุศล

"เราต้องพึ่งตัวเอง ดูแลตัวเองก่อน เพราะถ้าตัวเองยังไม่เข้มแข็งก็ไม่เห็นทางช่วยผู้อื่นได้ และอนาคตบริษัทไทยคงไม่ได้เกิดปัญหาจากตัวธุรกิจเอง แต่เกิดจากบุคคล หากนำเรื่องวินัยมาใช้ในวงกว้างจะแก้ปัญหา สร้างความ แข็งแรงให้ธุรกิจได้" อนุทิน กล่าว

เซตี อัคทาร์ เอซิส อดีตผู้ว่าการ ธนาคารกลางของมาเลเซีย กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียนยังไปได้ดีแม้ประเทศพัฒนาแล้วจะมีปัญหา โดยเศรษฐกิจ ในภูมิภาคก็ยังโตได้ 4-5% เพราะ ค้าขายกันเองมากขึ้น ซึ่งมาเลเซีย 60% ของการค้าเกิดในเอเชีย ในจำนวนนี้มากถึง 25% อยู่ในอาเซียน ขณะที่ประเทศไม่ได้มุ่งพึ่งพาแค่การส่งออก แต่ทำให้การบริโภคในประเทศมีบทบาทขึ้นมาด้วย

ขณะที่อนาคตภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ แต่บทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาทำให้มาเลเซียเรียนรู้และเตรียมตัวมาดี สิ่งสำคัญ คือ ต้องใช้นโยบายที่มีความหลากหลายในการดูแลแทนที่จะพึ่งพาแต่นโยบายการเงินอย่างเดียว เพราะถ้าใช้นโยบายการเงินอย่างเดียว ดอกเบี้ยจะต่ำเกินไปเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังเน้นการปรับโครงสร้างทั้งในกลุ่ม ผู้กู้ยืมและสถาบันการเงินให้รับมือได้ดีขึ้น มีการตรวจตรา ระมัดระวังก่อนจะเกิดอะไรขึ้น และเชื่อว่าการบูรณาการร่วมกันในอาเซียน ทั้งการเตือน ระวังจะทำให้รับมือความผันผวนของโลก ได้ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย