
ลุ้นแอ็กชั่นแพลน’61 โค้งสุดท้ายนาวาตู่
ทศพล หงษ์ทองกระทรวงคมนาคมกดปุ่มเดินหน้า แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (แอ็กชั่น แพลน) ปี 2561 รวม 51 โครงการ วงเงิน 2.39 ล้านล้านบาท หวังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เป็นกระดูกสันหลังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว สอดคล้องกับตัวเลขเม็ดเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคอาเซียนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ทศพล หงษ์ทอง
กระทรวงคมนาคมกดปุ่มเดินหน้า แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (แอ็กชั่น แพลน) ปี 2561 รวม 51 โครงการ วงเงิน 2.39 ล้านล้านบาท หวังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เป็นกระดูกสันหลังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว สอดคล้องกับตัวเลขเม็ดเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคอาเซียนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
โครงการลงทุนแอ็กชั่น แพลนของกระทรวงคมนาคมใน 2 ปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นไม้เด็ดของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตัวเลขดูดีจากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งยังเอาไว้เป็นตัวชูโรงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนเป็นเครื่องมือรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาตรวจการบ้านล่าสุดของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมสั่งให้กระทรวงคมนาคมเร่งโครงการอภิมหาโปรเจ็กต์ทั้งหลายเร่งเปิดประมูลในปีหน้า เปรียบดั่งสัญญาณว่าเวลาของรัฐบาล "บิ๊กตู่" ใกล้จะหมดลงแล้ว แต่ยังมีภารกิจอีกมากที่ยังทำไม่เสร็จ
เริ่มต้นจากโครงการเพื่อมวลมหาประชาชนอย่างการจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า (รถเมล์อีวี) จำนวน 200 คัน ซึ่งล่าสุด ขสมก.เตรียมพับแผนปรับลดนำเข้ามาก่อนแค่ 30 คัน หลังติดปมภาษีนำเข้า เช่นเดียวกับโครงการเจ็ดชั่วโคตรอย่างแผนจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่เพิ่งล้มประมูลไป จนเกิดคำถามว่าแค่จัดหารถเมล์ใหม่ทำไมถึงยากมากนักแตกต่างกับการจัดซื้อรถถังใหม่ที่ดำเนินการไปอย่างไม่มีสะดุด
ขณะที่โครงการแอ็กชั่น แพลนปี 2560 จำนวน 36 โครงการ วงเงิน 8.95 แสนล้านบาท ที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนกำลังจะหมดปี แต่สามารถเปิดประมูลและได้เอกชนดำเนินการเพียง 2 โครงการ วงเงินไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และโครงการศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย จนเกิดเสียงสะท้อนจากภาคส่วนของสังคมที่ต่างตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดัน อภิมหาโปรเจ็กต์แอ็กชั่น แพลนปี 2560-2561 ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะเกิดกรณีแบบโครงการโฮปเวลล์หรือไม่ เพราะลำพังแค่โครงการแอ็กชั่น แพลนในปี 2559 ยังมีอีกหลายโครงการที่คั่งค้างอยู่ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงอย่างรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะแรก 3.5 กิโลเมตร ที่ขณะนี้ยังติดปัญหาเรื่องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จนทำให้ต้องเลื่อนตอกเสาเข็มไปเป็นปีหน้าจากแผนเดิมที่กำหนดให้ตอกเสาเข็มภายในเดือน ต.ค. 2560 ยังไม่รวมอีก 3 ช่วงระยะทางที่เหลือราว 249 กิโลเมตร ที่ยังไม่เปิดประมูล เลยไม่แน่นอนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเอาด้วยหรือเปล่า
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่มีความชัดเจน หลังจากที่ต้องผ่านขั้นตอนอีกมากมายทั้งการเสนอรายงานสิ่งแวดล้อม เสนอโครงการเข้าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปจนถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และศึกษาแนวทางการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) ตลอดจนเปิดประมูลซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
เช่นเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ยังไม่มีความคืบหน้าหลังจากที่ญี่ปุ่นเลื่อนเดดไลน์การสรุปผลศึกษาออกมามากกว่า 1 ปี ส่วนโครงการที่ดูมีอนาคตและเหมาะสมต่อการเชื่อมโยงระบบขนส่ง คือ รถไฟไฮสปีดช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งเป็นแผนที่ถูกบรรจุในแพ็กเกจลงทุนอีอีซี แต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ได้ว่าโครงการนี้เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุนแลนด์ลอร์ดใช่หรือไม่ แล้วใครจะกล้าเข้ามาลงทุนบริหารการเดินรถ เมื่อดูจากกลุ่มเป้าหมายที่เน้นลูกค้าระดับสูงและนักธุรกิจ
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าเมืองหลวง 4 สาย วงเงินรวม 1.7 แสนล้านบาทนั้น ยังคงติดปัญหาคาราคาซังนานนับปี โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่แม้จะก่อสร้างไปเสร็จหมดแล้วทางฝั่งทิศใต้ แต่ยังไม่สามารถเคลียร์ปัญหาการโอนภาระหนี้สินและทรัพย์สินได้ หลังจากที่ กทม.เตะถ่วงโครงการเพราะไม่ต้องการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวกว่า 6 หมื่นล้านบาท ถึงกับเสนอให้ภาครัฐบาลช่วยจ่ายให้เต็มวงเงิน 100% จนทำให้โครงการต่อขยายเส้นทางรถไฟสายสีเขียวนั้นต้องสะดุดไปโดยปริยาย
ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน ติดโรคเลื่อนไปแบบไม่มีกำหนดหลังจากกระทรวงคมนาคมสั่งรื้อแผนเพื่อเปิดทางให้เอกชนเข้าร่วมทุนพีพีพีจากเดิมที่ภาครัฐจะลงทุน 100% ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าภูมิภาค จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนเร่งด่วนพีพีพีฟาสต์แทร็กนั้นปัจจุบันยังคงติดปัญหาอีไอเอที่ยังไม่แล้วเสร็จตลอดจนการจัดทำรายงานศึกษาพีพีพีที่เพิ่งจะเริ่มนับหนึ่ง จึงต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้ง สคร.และ ครม.จนมีความเสี่ยงว่าจะเห็นการก่อสร้างในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ เช่นเดียวกับอภิมหาโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าภูมิภาคอีกหลายจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองหลักทั้ง 6 แห่งของประเทศ จึงเป็นที่จับตามองของพี่น้องชาวต่างจังหวัดว่าเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เพียงแค่เข้ามาให้ชุ่มชื่นหัวใจหรือไม่อย่างไร
ส่วนโครงการก่อสร้างทางด่วน 3 สาย วงเงินรวม 5.95 หมื่นล้านบาทนั้น ยังคงติดหล่มจากความล่าช้าในหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนถึงเรื่องแนวเส้นทางที่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านในพื้นที่จนยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อเปิดประมูลโครงการได้เลย
ด้านโครงการรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง วงเงินเฉียด 4 แสนล้านนั้น ล่าสุดยังไม่ผ่านกระทรวงคมนาคมหลังตีกลับให้ไปจัดทำข้อมูลเพิ่ม 5 เส้นทาง และกำลังพิจารณาอยู่ 4 เส้นทางก่อนเสนอ ครม.ต่อไป ซึ่งท่านรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยืนยันว่าจะทยอยเปิดประมูลโครงการได้อย่างแน่นอนในปีหน้า
พีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ด้านโครงสร้าง พื้นฐาน กล่าวยืนยันว่า โครงการแอ็กชั่น แพลนปี 2560 ถือว่าสามารถเดินไปได้ตามแผนไม่มีโครงการไหนล่าช้า เนื่องจากโครงการภาพรวมทั้ง 36 โครงการนั้น บางโครงการเป็นแค่เพียงการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้เรียบร้อยก่อนเบื้องต้น แต่ยังไม่มี เป้าหมายจะต้องร่างทีโออาร์รวมถึงเปิดประมูลภายในปี 2561 แต่ทั้งนี้ในช่วงต้นปีหน้าจะเริ่มเห็นโครงการขนาดใหญ่ทยอยเปิดประมูลได้ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน โครงการศูนย์ขนส่งสินค้านครพนม และโครงการที่พักริมทาง (Rest Area) ของมอเตอร์เวย์สายต่างๆ ที่กำลังก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่ของ แอ็กชั่น แพลนปี 2561 ที่ต้องจับตามองว่ารัฐบาลจะผลักดันให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ อาทิ โครงการรถไฟรางเบาเชียงใหม่ ที่อาจใช้เวลาก่อสร้างถึง 6 ปี อีกทั้งยังต้องปฏิรูปจราจรเมืองเชียงใหม่ทั้งระบบระหว่างการก่อสร้าง โครงการทางยกระดับกรุงเทพฯ-มหาชัย 2 หมื่นล้านบาท ที่การทางพิเศษอยากระดมทุนผ่าน TFF แม้การเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาของกรมทางหลวงจะโดนชาวบ้านต่อต้านหนักจนถึงขั้นมีการกีดกันชาวบ้านออกจากการประชุมตลอดจนโครงการรถไฟรางเบา จ.นครราชสีมา 3.26 หมื่นล้านบาท ที่ผลศึกษาเบื้องต้นเพิ่งจะแล้วเสร็จเตรียมเสนอกระทรวงคมนาคม
สุดท้าย แม้จะมีรัฐบาลที่เข้ามาด้วยวิธีพิเศษและมีอำนาจพิเศษนั้นมิใช่สูตรสำเร็จที่จะเนรมิตทุกสิ่งให้สำเร็จได้ดั่งใจ เช่นเดียวกับโครงการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ แม้จะใช้มาตรา 44 แล้ว ก็ต้องใส่เกียร์ถอย ต้องลุ้นกันต่อไปว่าโครงการไหนบ้างที่รัฐบาลจะตัดสินใจใส่เกียร์ถอยเมื่อมันไปต่อไม่ได้ หรือ "ปล่อยแท้ง" เมื่อร้ฐบาลชุดใหม่เข้ามา บริหารประเทศ n







