posttoday
การเดินทาง และประตูวิเศษ

การเดินทาง และประตูวิเศษ

11 พฤศจิกายน 2560

เป็นธรรมดาของคนต่างจังหวัดที่มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อสบโอกาสก็ต้อง "กลับบ้าน"

โดย ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 เป็นธรรมดาของคนต่างจังหวัดที่มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อสบโอกาสก็ต้อง "กลับบ้าน"

 ตามธรรมเนียมไทยที่ผูกพันกับช่วงวันหยุดยาวประจำปี คือ ช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ ก็ถือเป็นช่วงที่ผู้คนจะเดินทางกลับบ้านเกิด จนทำให้เมืองกรุงเกิดปรากฏการณ์คล้าย "เมืองร้าง" ถนนหนทางโล่งอย่างผิดหูผิดตา ความคึกคักหายไป อาหารข้างทางก็หากินลำบาก

 แสดงให้เห็นชัดว่าประชากรจำนวนมากเกินครึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองกรุง แท้จริงแล้วก็คือคนที่มาจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

 ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดี เมื่อแต่ไหนแต่ไรมาตลอดหลายสิบปี กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่โตเดี่ยว เป็นศูนย์กลางความเจริญ ศูนย์กลางการขยายตัวเศรษฐกิจ จึงดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้เข้ามาแสวงหาหนทางทำมาหากิน ความเจริญจึงกระจุกตัวอยู่ในเมืองกรุง และไม่มีทีท่าว่าจะกระจายออกไปยังภูมิภาคเท่าที่ควรจะเป็น

 ถ้าจะพอเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรำไรในอนาคตอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า และช่วยกระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาคได้บ้าง

 รูปแบบของการเดินทาง การขนส่ง มีผลต่อการเปลี่ยนมิติของชีวิตได้จริง ทุกวันนี้ผมกลับบ้านเกิดที่ จ.กระบี่ ค่อนข้างบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ ถ้าคนส่วนใหญ่กลับปีละ 2 ครั้ง คือช่วงปีใหม่กับสงกรานต์ ผมกลับมากกว่านั้น

 ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ "โลว์คอสต์แอร์ไลน์" หรือสายการบินต้นทุนต่ำ ด้วยราคาค่างวดที่เฉลี่ยแล้วก็พอๆ กับนั่งรถทัวร์เก้าอี้วีไอพี โดยใช้เวลาบินแค่ 1 ชั่วโมง 10 นาที ไม่ต่างจากนั่งรถเมล์ไปที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ

 ทุกวันนี้เดินทางจาก กทม.ไปกระบี่ค่ำวันศุกร์ บางทีออกจากกระบี่เช้าวันจันทร์ ยังกลับมาทำงานที่ กทม.ทัน และใช้เวลาไม่ต่างกันกับการบินไปหาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรืออุดรธานี

 เมื่อโลว์คอสต์แอร์ไลน์เข้ามาทำลายกำแพงของราคาและเวลา มันจึงเปลี่ยนแปลงมิติของการเดินทางให้ต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 ย้อนนึกถึงเมื่อยุคก่อนโลว์คอสต์แอร์ไลน์จะเป็นที่นิยม ย้อนไปเพียง 10 ปีที่เเล้วนี่เอง การเดินทางจากกระบี่มา กทม. ถ้าไม่นับการใช้รถส่วนตัว ก็แทบมีเพียงวิธีเดียวคือรถทัวร์ เพราะกระบี่ไม่มีรถไฟ โดยมีรถ บขส. และรถเอกชนวิ่งทุกวัน ใช้เวลาเดินทาง 11-12 ชั่วโมง

 เป็นเวลาที่แสนยาวนาน เรียกว่านอนบนรถไปคืนหนึ่งจึงถึงกรุงเทพฯ

 ช่วงปี 2549-2550 ผมขึ้นมากรุงเทพฯ หลายเที่ยว มาสอบเข้ามหาวิทยาลัย จนเมื่อสอบเข้าได้ก็ต้องมาสอบสัมภาษณ์และจัดการธุระอีกหลายครั้ง ช่วงปีนั้นสถานีขนส่งสายใต้เพิ่งย้ายจากปิ่นเกล้ามาอยู่ที่ตลิ่งชัน

 เช่นเดียวกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันอีกจำนวนมาก ที่ช่วงนั้นเดินทางกันถี่หน่อย บางทีก็พบกันบนรถทัวร์ ถึงกรุงเทพฯ ก็แยกกันไปตามเป้าหมายตามเส้นทางชีวิต เพราะสอบเข้าได้ต่างมหาวิทยาลัยกัน

 สำหรับผมบรรยากาศระหว่างนั่งรถทัวร์นั้นเป็นอะไรที่เหงาอยู่เหมือนกัน ขึ้นรถทัวร์ตอนเย็นจากท่ารถในตลาด ทุกครั้งไม่พ่อหรือแม่จะมาส่งจนกระทั่งก้าวขึ้นบันไดรถ รถทัวร์ค่อยๆ เคลื่อนออก มองลงมาท่านยังคอยยืนส่งเราจนลับตา เป็นบรรยากาศของการจากพรากที่ชวนอาวรณ์เสียเหลือเกิน

 กับการเดินทางอีกหนึ่งคืนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง และอีกหลายเดือนกว่าจะปิดเทอมและได้กลับมาบ้านอีกครั้ง

 เรา (หมายถึงผมและเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน) นั่งรถทัวร์จนกระทั่งเรียนจบ พร้อมๆ กับสายการบินต้นทุนต่ำที่ค่อยๆ ได้รับความนิยมแทนที่ สอดคล้องกับเมืองกระบี่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ช่วยผลักดันให้สนามบินกระบี่ยกฐานะเป็นสนามบินนานาชาติภายในระยะเวลาไม่นาน ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการนับสิบล้านคนต่อปี

 เมื่อรู้ตัวอีกที เราก็พบกันที่สนามบินแล้ว เพราะเมื่อคนรุ่นผมเข้าสู่วัยทำงาน ก็แทบไม่มีใครใช้รถทัวร์อีกต่อไป เพราะจากอดีตที่กรุงเทพฯ กับกระบี่ห่างกัน 12 ชั่วโมง ปัจจุบันนี้ห่างกันเพียง 2 ชั่วโมง

 แม้จะไปอยู่ต่างถิ่น แต่ก็รู้สึกว่าใกล้ชิดกับบ้านเกิดมากกว่าเดิม แค่มาถึงสนามบินดอนเมืองก็รู้สึกเหมือนว่าถึงบ้านเเล้วอย่างไรอย่างนั้น

 ปัจจุบันการเดินทางด้วยเครื่องบิน ถือว่าเป็นรูปแบบการเดินทางที่เร็วที่สุด แต่ก็มีผู้คิดค้นรูปแบบการเดินทางที่เร็วกว่านั้นได้เเล้ว

 นั่นคือ ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) คือการเดินทางด้วย Pod (ห้องโดยสาร) ในอุโมงค์สุญญากาศ ซึ่งในนั้นจะไม่มีแรงเสียดทาน ทำให้เร่งความเร็วได้ถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อเทียบกับเครื่องบินที่ 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 แต่กว่าจะเป็นรูปแบบการเดินทางที่ใช้ได้จริงก็คงจะอีกนาน เพราะต้นทุนจะแพงมาก ทำให้ค่าโดยสารแพงไปด้วย ทำให้ไม่อาจแข่งขันด้านราคากับเครื่องบินได้ในอนาคตอันใกล้ จึงต้องรอไปก่อน

 ไกลว่านั้น ผมนึกถึงจินตนาการในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน ไม่ว่าจะเป็นคนในวัยไหนก็คงรู้จักดี มีของวิเศษชิ้นหนึ่งที่ถูกนำออกมาใช้อยู่บ่อยๆ นั่นคือ “ประตูวิเศษ”

 ไปที่ไหนก็ได้เพียงแค่พูดออกมา ถ้าโลกนี้มีประตูวิเศษของโดราเอมอนจริงๆ การเดินทางก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป และเราคงจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะเพียงแค่เปิดประตู... ก็ได้กลับบ้าน

 สมกับเป็นประตูวิเศษในจินตนาการจริงๆ

ข่าวล่าสุด

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI