
ย่อโลกธุรกิจความงาม
จากการขยายตัวของธุรกิจความงามที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการหลายรายประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจนี้
โดย จะเรียม สำรวจ
จากการขยายตัวของธุรกิจความงามที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการหลายรายประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจนี้ ส่งผลให้ในแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ก้าวเข้าสู่ธุรกิจความงามอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้เล่นที่มากขึ้น ทำให้การแข่งขันของธุรกิจความงามมีความรุนแรง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับสินค้าความงามแบรนด์ต่างๆ
การแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้บริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมความงามระดับโลก ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสินค้าความงามมาตรฐานระดับสากลต้องออกมาปรับแผนทำตลาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ตรงใจมากที่สุด
อัครภัสสร์ ชนะจินดาโสภณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การทำธุรกิจความงามในปัจจุบัน ค่อนข้างมีความแตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจความงามค่อนข้างรุนแรง แต่บริษัทโชคดีที่คลุกคลีกับธุรกิจนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด และมีการปรับกลยุทธ์การทำตลาดมาโดยตลอดเช่นกัน เริ่มจากการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ทำธุรกิจ เทรดดิ้งสู่การเป็นบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าความงามที่ครบวงจร
จุดเด่นของบริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) ที่มีความแตกต่างไปจากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด คือ ไม่ได้รับจ้างแค่ผลิตสินค้าให้กับลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่มีบริการอื่นๆ ที่ครบวงจรไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสูตรสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 5,000 สูตรให้ลูกค้าได้เลือก รวมไปถึงการเป็น ที่ปรึกษาในด้านของการทำตลาด จึงทำให้ธุรกิจของบริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) มีความเป็นบูทีก
อัครภัสสร์ กล่าวต่อไปว่า โอกาสในธุรกิจความงามมีสูง แต่ในขณะเดียวกันการแข่งขันก็สูงตามไปด้วย ดังนั้นบริษัทจึงปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจ ด้วยการนำวิธีที่ว่า ทำอย่างไรจะให้ลูกค้าเป็นผู้ชนะ เพราะถ้าลูกค้าชนะ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ บริษัทก็จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจไปด้วย
ปัจจุบันบริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการผลิตสินค้าแล้วกว่า 1,000 แบรนด์ แบ่งเป็นลูกค้าในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40% ซึ่งจากโอกาสของตลาดต่างประเทศที่ยังสามารถขยายได้อีกมาก ทำให้ในปี 2561 อัครภัสสร์ มีแผนที่จะเดินสายโรดโชว์ไปในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างประเทศให้มีสัดส่วนมากกว่า 50% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ต่างชาติและลูกค้าคนไทยมีความมั่นใจในสินค้าที่บริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) ผลิตมากขึ้น อัครภัสสร์ จึงได้จับมือกับ วินเซนต์ ริออดี้ บิดาแห่งนวัตกรรมความงามและวัตถุดิบเครื่องสำอางระดับโลก ผู้ให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ความงามในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ประเภทลักซ์ชัวรี่ มาร่วมให้ความรู้กับนักลงทุนและบุคลากรในองค์กร เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ บริษัท ทีเอฟ คอสเมโทโลจี (ประเทศไทย) ยังได้จับมือกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการความงามอีกหลายคน เพื่อมาร่วมให้ความรู้และร่วมพัฒนาสินค้าสูตรใหม่ๆ
อัครภัสสร์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การมีวิสัยทัศน์ที่ดีในการทำธุรกิจ 2.มีการบริหารจัดการที่ดี ด้วยการมีระบบ GMP เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ดี ด้วยการส่งนักวิจัยของบริษัทไปศึกษาดูงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และกลยุทธ์ที่ 3 คือ การมีคอนเนกชั่นที่ดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์และทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยดีมาตลอด
ภายใน 3 ปีนับจากนี้ บริษัทวางเป้าหมายไว้ว่า "เราต้องการย่อโลกความงามให้มาอยู่ภายในทีเอฟ" ด้วยการมีบริการที่ครบวงจร เพราะนอกจากจะรับผลิตกลุ่มสินค้าสกินแคร์แล้ว ในปีหน้ายังจะรับผลิตสินค้าเครื่องสำอางและอาหารเสริมควบคู่กันไป







