
น้ำมันจ่อขึ้นยาว รับซาอุฯ เปลี่ยนมือ
นันทิยา วรเพชรายุทธหลังจากที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์สามารถขยับขึ้นแตะ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ได้เป็นครั้งแรกของปีนี้เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ตลาดโภคภัณฑ์โลกต่างก็จับตาลุ้นกันว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันขาขึ้นจะยืนระยะไปได้ยาวแค่ไหน
นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์สามารถขยับขึ้นแตะ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ได้เป็นครั้งแรกของปีนี้เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ตลาดโภคภัณฑ์โลกต่างก็จับตาลุ้นกันว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันขาขึ้นจะยืนระยะไปได้ยาวแค่ไหน
เพราะราคาน้ำมันเคยดีดขึ้นแรงมาแล้วในช่วงต้นปีนี้ โดยเฉพาะในเดือน ก.พ. จากข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ร่วมกับกลุ่มนอกโอเปกที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2017 แต่ลำพังโอเปกก็ช่วยดันราคาได้ไม่นานนัก เพราะปัจจัยเรื่องดีมานด์ต่ำและซัพพลายล้นตลาดยังเป็นแรงกดดันสำคัญอยู่ จนทำให้ราคาร่วงลงมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือนหลังจากนั้น
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันขาขึ้นในช่วงนี้กำลังได้รับสัญญาณใหม่ๆ ที่ต่างออกไป จนทำให้สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นไปทะลุ 64 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือสูงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่งได้เป็นผลสำเร็จ
ที่สำคัญก็คือ บรรดา นักวิเคราะห์กำลังเริ่มจับตามองว่า มีความเป็นไปได้ที่น้ำมันจะพุ่งแรงต่อเนื่องมากกว่าที่คาด เอาไว้จนอาจได้เห็นราคาขึ้นไปแตะระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในสิ้นปี 2017 นี้
ปัจจัยเฉพาะหน้าที่ร้อนแรงที่สุดและทำให้ราคาพุ่งขึ้นเร็วที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ก็คือ "แรงเขย่าทางการเมืองในซาอุดิอาระเบีย" ซึ่งนอกจากจะส่งผลในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลกแล้ว ก็ยังสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็นหัวใจสำคัญของน้ำมันโลกตามไปด้วย
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ด้วยการตั้งคณะกรรมการปราบปรามการคอร์รัปชั่นชุดใหม่ และออกปฏิบัติการณ์ทันทีด้วยการเข้าจับกุมเจ้าชาย 11 พระองค์ รัฐมนตรี 4 คน และอดีตรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงนักธุรกิจหมื่นล้านชื่อดังระดับโลกอย่าง เจ้าชายอัลวาลีด บิน-ทาลาล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในซิตี้กรุ๊ป นิวส์คอร์ป และทวิตเตอร์ ด้วย
แม้จะให้เหตุผลว่าเป็นการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ ซึ่งบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ล้วนถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น อาทิ การติดสินบน ยักยอก และฉ้อโกง แต่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็น "เกม ออฟ โธรน" (Game of Throne) หรือการรวบอำนาจและขจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง เพื่อเตรียมการไปสู่การสืบทอดบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาที่ทรง มีพระชนมายุ 81 พรรษา ซึ่งมีรายงานว่าอาจทรงเตรียมการสละบัลลังก์ภายในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
เพราะนอกจากการกวาดล้างคอร์รัปชั่นแล้ว ในวันเดียวกันนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิส อัล ซาอูด ยังทรงมี พระราชโองการปลดเจ้าชายมูเทป บิน อับดุลเลาะห์ พระโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน และเป็นผู้คุมกองกำลังแห่งชาติซาอุฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ขึ้นกับกลาโหมหรือมหาดไทย แต่มีหน้าที่หลักในการดูแลความเรียบร้อยในประเทศและปกป้องราชวงศ์ซาอูดโดยตรง ซึ่งนี่ถือเป็นการดำเนินการ ต่อเนื่องหลังจากที่มีการเปลี่ยนตัวมกุฎราชกุมารไปเมื่อกลางปีนี้หมาดๆ
เฮลิมา ครอฟท์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์โภคภัณฑ์โลกจากอาร์บีเอส แคปิตัล มาร์เก็ตส์ ให้มุมมองกับ ซีเอ็นบีซีว่า การที่ถึงขนาดต้องควบคุมตัวเจ้าชายมูเทป อาจบ่งชี้ว่าการกระชับอำนาจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และการสั่งปิดสนามบินในเขตเครื่องบินส่วนตัวนั้นยังบ่งชี้ว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการจับตัวฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเพิ่มอีก และทำให้เรื่องการเมืองของซาอุฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันหลังจากนี้ได้อีก
ทั้งนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องทิศทางนโยบายน้ำมันของซาอุฯ แต่จากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาตั้งแต่ที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ยังทรงอิทธิพลก่อนหน้านี้นั้นก็ชัดเจนมากพอแล้วว่า ซาอุฯ จะทำทุกอย่างเพื่อดันราคาน้ำมันให้ฟื้น 1 ในนั้นคือการล้มเกมของรัฐมนตรีน้ำมันเก่าแก่คนก่อน ที่ยอมกัดฟันแบกราคาน้ำมันต่ำติดดินเพื่อฆ่ากลุ่มเชล ออยล์ หรืออุตสาหกรรมน้ำมันจากชั้นหินดินดานในสหรัฐให้ตายในทีเดียว โดยหลังเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีน้ำมันแล้ว ก็มีความพยายามที่จะฟื้นราคาอย่างต่อเนื่อง และเกิดความร่วมมือระหว่างโอเปกกับกลุ่มนอกโอเปกในที่สุด
ซีเอ็นบีซีระบุว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาหรือมีความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในซาอุฯ ราคาน้ำมันโลกก็มักจะขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเจ้าชายโมฮัมเหม็ดจะต่อสู้กับฝ่ายเคร่งจารีตเพื่อนำประเทศกลับสู่ความเป็นมุสลิมสายกลาง ตามที่เคยประกาศกับโลกไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็อาจเกิดการต่อต้านจากกลุ่มศาสนา ในประเทศได้
นอกจากนี้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดยังชื่อเรื่องความเป็นสายเหยี่ยวทางการเมือง และมีนโยบายแข็งกร้าวต่อศัตรูในภูมิภาค เช่น อิหร่าน ซึ่งปัจจุบันมีการทำสงครามตัวแทนกันอยู่ในเยเมน การขึ้นมาของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดจึงอาจหมายถึงแรงกระเพื่อมทั้งในบ้านและในภูมิภาคไปด้วย
ทั้งนี้ หากใช้โมเดลบิ๊กดาต้า ของเคนโชจำลองเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในซาอุฯ จะให้ผลลัพธ์ที่ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเฉลี่ยถึง 2.7% โดยที่ราคาน้ำมันในสหรัฐจะขึ้นตามด้วยที่เฉลี่ย 2%
ครอฟท์เชื่อว่าในระยะกลางนั้น ราคาน้ำมันน่าจะยังเป็นขาขึ้นได้ต่อเนื่อง เพราะเจ้าชายโมฮัมเหม็ดน่าจะยังคงนโยบายผลักดันราคา โดยกระตุ้นให้โอเปกและกลุ่มนอกโอเปกขยายดีลออกไป จากเดิมที่จะหมดอายุลงในสิ้นเดือน มี.ค. 2018 เพราะราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ขึ้นไปนั้น เป็นสิ่ง ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายปฏิรูปต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ซาอุฯ 2030 และเชื่อว่าซาอุฯ จะยังคง ผลักดันแผนการแปรรูปบริษัท น้ำมันแห่งชาติ "อรามโก" ด้วยการ นำเข้าตลาดเพื่อขายหุ้นในสัดส่วน 5% ต่อไป
ล่าสุด ธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ปรับขึ้นคาดการณ์ราคาน้ำมันโลกในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้แล้ว โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 62 ดอลลาร์/บาร์เรล จากคาดการณ์เดิมที่ 55 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจะอยู่ที่ 56 ดอลลาร์/บาร์เรล จากคาดการณ์เดิมที่ 48 ดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังปรับขึ้นคาดการณ์ราคาขึ้นอีกต่อเนื่องเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2018 โดยคาดว่า เบรนต์จะอยู่ที่ 63 ดอลลาร์/บาร์เรล และเวสต์เทกซัสจะอยู่ที่ 58 ดอลลาร์/บาร์เรล
มอร์แกน สแตนเลย์ ไม่ได้ให้น้ำหนักที่การเมืองร้อนแรงในตะวันออก กลางเป็นสำคัญ แต่มองไปที่เรื่องปัจจัยพื้นฐาน 3 อย่างประกอบกัน คือ 1.ความต้องการน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น 2.รัสเซียจะร่วมกับโอเปกขยายข้อตกลงลดการผลิต 3.การที่อุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐเร่งเครื่องตอบรับดีมานด์ที่ว่านี้ไม่ทัน
ปัจจุบันสต๊อกน้ำมันของสหรัฐยังลดลงต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์ล่าสุดลดลงอีก 2.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล หรือลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน ท่ามกลางการฟื้นตัวของกลุ่มเชลออยล์ที่เชื่องช้า
ปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้คือสิ่งที่สำนักวิเคราะห์รายอื่นเคยให้มุมมองก่อนหน้าสถานการณ์ในซาอุฯ เช่นกันว่า น่าจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นได้ โดยธนาคารบาร์เคลย์สระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่เบรนต์อาจขยับขึ้นไปได้ระหว่าง 60-70 ดอลลาร์ ซึ่งบาร์เคลย์สได้ขยับคาดการณ์ราคาเบรนต์ไปอยู่ที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ในไตรมาส 4 ปีนี้
เมื่อมองดูความเป็นไปได้ทุกด้านผสมผสานกัน จนกว่าที่เชลออยล์ จะฟื้นตัวได้เร็วพอท่ามกลางความร้อนแรงต่อเนื่องในตะวันออกกลาง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในวันนี้ โอกาสที่ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นไปแตะ 70 ดอลลาร์ อาจไม่ไกลเกินความจริงนักหลังจากนี้ n







