
เคล็ดลับการออมเงิน (ต่อ)
....สาธิต บวรสันติสุทธิ์
ครั้งที่แล้วเราคุยกันจบที่ว่า วิธีที่จะช่วยให้เรามีความตั้งใจจริง มีวินัย และซื่อสัตย์กับตนเองได้ก็คือ การกำหนดเป้าหมายการออมเงิน เช่น เราอาจตั้งเป้าหมายที่จะเก็บเงินให้ได้สัก 7.2 หมื่นบาท ใน 1 ปี เพื่อซื้อเป็นค่าเทอมลูก เสร็จแล้วเราก็ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายย่อย คือ เดือนละ 6,000 บาท หรือวันละ 200 บาท ดังนั้นหากเราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท ก็ถือว่าเราบรรลุเป้าหมายในการออมเงินแล้ว แล้วเราจะบริหารเงินอย่างไรที่จะลดค่าใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท
เมื่อเราเริ่มบริหารค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นได้แล้ว (พูดง่ายๆ ก็คือ เริ่มที่จะสามารถใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ได้แล้ว เราก็มาสู่การลดค่าใช้จ่าย มี 2 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์แบบลบ 10 คือ ทุกครั้งที่ได้เงินได้เข้ามา ให้เก็บเข้าบัญชีก่อน 10% เหลือเท่าไหร่ค่อยเอาไปใช้จ่าย เหตุผลของกลยุทธ์นี้ก็คือ เมื่อเรามีเงินในกระเป๋ามาก ก็มีแนวโน้มที่จ่ายมาก ทำให้เงินเหลือออมน้อย (รายได้
– รายจ่าย = เงินออม) ดังนั้น เราควรออมก่อนจ่าย (รายได้ – เงินออม = รายจ่าย)กลยุทธ์แบบบวก 10 คือ ทุกครั้งที่จ่ายให้แบ่งเงินเพิ่มอีก 10% ของรายจ่ายเข้าบัญชีเงินฝาก เช่น หากจะซื้อของ 100 บาท ต้องกันเงินอีก 10 บาท เข้าบัญชีเงินฝาก วิธีนี้คล้ายกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต่างกันที่เราเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนี้เข้าบัญชีเราเอง กลยุทธ์แบบบวก 10 นี้เหมาะมากสำหรับการอบรมเด็กให้รู้จักการใช้จ่าย คือ เมื่อเด็กจะซื้ออะไร ก็จะหักเงินจากงบประมาณรายเดือนที่ให้ออก 10% ของเงินที่ใช้ เด็กจะเริ่มที่จะพิจารณาว่าจะซื้อดีหรือรอไว้สำหรับของที่อยากได้มากกว่าแทน เป็นการฝึกให้รู้จักอดทนต่อความอยากครับ
นอกจากนี้ ทางศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ให้แนวคิดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจว่า คือ ให้เราแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น
n
“ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน” คือ ค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องกันไว้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการออมเงินสำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น รถ บ้าน ค่าเล่าเรียนลูก ฯลฯ คล้ายๆ กับกลยุทธ์แบบลบ 10 โดยที่สำคัญ... ต้องอย่าลืมแยกบัญชีเงินออมและลงทุนออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อป้องกันความสับสนและเผลอถอนเงินออมออกมาใช้ ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมนี้ ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะทำให้เรามีเงินออมมากขึ้นn
“ค่าใช้จ่ายคงที่” คือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนทุกเดือน โดยที่เรามีพันธะต้องจ่าย ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีก็ตาม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สิน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ฯลฯ หรือค่าเช่า ค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ ค่าใช้จ่ายนี้เนื่องจากเป็นพันธะที่เราต้องจ่าย ดังนั้นจึงควรเป็นเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้นครับ และต้องประเมินความสามารถของเราว่าสามารถจะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ตลอดระยะเวลาที่เป็นพันธะหรือไม่ โดยต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมด อย่าไปมองแยกเป็นแต่ละค่าใช้จ่าย เพราะตอนจ่ายไม่ว่าจะจ่ายค่าใช้จ่ายไหน เงินก็ออกจากกระเป๋าใบเดิม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถ้าจะให้ดี ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ที่เราสามารถใช้จ่ายได้ คือ เป็นรายได้หลังหักภาษีแล้วn
“ค่าใช้จ่ายผันแปร” คือ ค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละเดือน มีบ้าง ไม่มีบ้าง ไม่แน่นอน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละช่วงเวลา เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล บันเทิงเริงใจ เงินทำบุญ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายหมวดนี้เป็นได้ทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าบันเทิง ค่าสุรา ฯลฯ ซึ่งเราสามารถบริหารได้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่จำเป็นแต่เราไม่รู้ว่าจะเป็นเท่าไร เช่น ค่ารักษาพยาบาล บางครั้งหากเราเป็นโรคและเจ็บป่วยรุนแรงต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เงินออมที่เราเก็บมาก็อาจหมดได้ ดังนั้นเราควรบริหารค่ารักษาพยาบาลให้ดี ซึ่งเราสามารถบริหารได้ โดยพยายามเปลี่ยนให้เป็นค่าใช้จ่ายที่คงที่ เช่น การซื้อประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรง หรือประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ฯลฯ สรุปสำหรับการบริหารค่าใช้จ่ายผันแปร คือ ลดส่วนที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนส่วนที่จำเป็นให้เป็นค่าใช้จ่ายคงที่หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าดูที่เว็บไซต์ของ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ http://www. tsithailand.org ได้ครับ
หากท่านต้องการสอบถามหรือปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน โปรดติดต่อกระผมได้ที่ [email protected] (ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ)







