
เร่งร่างแผนยกเครื่องพลังงานไทยมุ่งให้ความสำคัญ6ด้าน
คณะกรรมการปฏิรูปพลังงานเตรียมร่างแผนยกเครื่องพลังงานไทย คาดบังคับใช้ปี 2561 มุ่งเน้นให้ความสำคัญ 6 ด้าน
คณะกรรมการปฏิรูปพลังงานเตรียมร่างแผนยกเครื่องพลังงานไทย คาดบังคับใช้ปี 2561 มุ่งเน้นให้ความสำคัญ 6 ด้าน
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการพลังงานอิสระ เปิดเผยในงานสัมมนา การปฏิรูปพลังงาน ในห้วงปฏิรูปประเทศ ว่า ขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงานอยู่ระหว่างร่างแนวทางการปฏิรูปพลังงานเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศก่อน ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.2560 จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-13 ธ.ค.2560 และจะส่งร่างสุดท้ายให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศพิจารณาอีกครั้งภายใน 29 ธ.ค.2560 ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน เม.ย.2561 เพื่อประกาศใช้เป็นยุทธศาสตร์ภายในเดือน เม.ย.2561
ทั้งนี้มีประเด็นที่จะต้องให้ความสำคัญ 6 ด้าน คือ การบริหารจัดการด้านพลังงาน การพัฒนาด้านปิโตรเลียมและพลังงานฟอสซิล การปฏิรูปด้านไฟฟ้า การปฏิรูปด้านพลังงานทดแทน การปฏิรูปด้านการอนุรักษ์พลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพ และการปฏิรูปเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน (ดิสรัปทีฟ)
ขณะที่ หน่วยงานที่จะได้รับผลกระทบ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรมากที่สุด คือ กระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เรื่องการประมูลแหล่งปิโตรเลียม โดยที่ผ่านมาใช้การประมูลในรูปแบบสัมปทาน แต่อนาคตจะมีการปรับปลี่ยนรูปแบบเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างบริการ (เอสซี) ต้องมีการวางแผนว่าจะต้องมีการปรับตัวในรูปแบบใด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เรื่องการโอนกองทุนน้ำมันให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมัน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงานเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เป็นต้น
นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้องการให้ กกพ.ปรับวิธีการทำงานที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมาย หรือกฎระเบียบ ควรมีการเปิดรับฟังความเห็นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะปัจจุบัน กกพ.เน้นรับฟังความเห็นผ่านช่องเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่อาจไม่สะดวกในการแสดงความเห็นดังกล่าว และไม่ควรปรับหลักเกณฑ์พิจารณาในกิจการไฟฟ้าลักษณะเดียวกันถี่เกินไป เพราะจะสร้างความสับสน นอกจากนี้อยากให้ลดการให้ความสำคัญขั้นตอนตรวจเอกสารที่ยิบย่อย ซึ่งผู้ที่เอกสารตกอาจเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุด อีกประเด็นคือ อยากให้แยกคณะทำงานพิจารณาโครงการและคณะอุทธรณ์ออกจากกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นกลาง
ขณะเดียวกันอยากให้ กกพ.เร่งรัดพิจารณาโครงการไฟฟ้า เนื่องจากการพิจารณาที่ช้าแต่ละวันเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศ รวมทั้งอยากให้แยกการกำหนดนโยบายและแผนทำงานออกจากกัน เพื่อลดการซ้ำซ้อน โดยเห็นด้วยกัยคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานที่เตรียมเสนอให้ กกพ.แยกงานกำกับออกจากงานปฏิบัติ นอกจากนี้อยากให้ปรับการกำหนดบทบาทของประชาชนจากการมีส่วนร่วมเป็นการมีส่วนได้เสีย เพื่อลดการต่อต้านจากภาคประชาชนต่อกิจการไฟฟ้า และอยากให้มีขั้นตอนการติดตาม ตรวจสอบโครงการหลังได้รับอนุมัติ ไม่ต้องชาวบ้านร้องเรียน เช่น หลังอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะ 30 เมกะวัตต์ อาจมีบางขั้นตอนสะดุด เกิดการวิ่งเต้นหน่วยงานอื่นภายหลัง กกพ.อนุมัติแล้ว
น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า กกพ.จะนำข้อเสนอต่างๆ จัดทำยุทธศาสตร์กำกับกิจการพลังงานฉบับที่ 3 ที่ประกาศใช้ช่วงต้นปี 2561มาพิจารณา ซึ่งบางเรื่องมีการดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ การรับฟังความเห็นหากเป็นประเด็นใหญ่จะรับฟังด้วยการเปิดเวทีอยู่แล้ว
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกกพ.กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2561 น่าจะตรึงไว้ระดับปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ค่าเงินดีขึ้น ขณะที่งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2560 เพิ่มขึ้น 8.87 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟทีอยู่ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย







