
ต้องยกระดับ สปส.
กรณีที่โพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพลเผยผลสำรวจว่า ประชาชน 57% ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแบบใหม่ตามที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) อยู่ระหว่างการดำเนินการ ให้มีการปรับฐานเพดานเงินเดือนในการเก็บเงินสมทบประกันสังคมสูงสุดจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 2 หมื่นบาท ซึ่งจะส่งผลให้การจ่ายสมทบสูงสุดปรับขึ้นจาก 750 บาท เป็น 1,000 บาทเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากที่ สปส.อ้างว่าเคยทำประชาพิจารณ์และมีผู้เห็นด้วยกว่า 80%
กรณีที่โพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพลเผยผลสำรวจว่า ประชาชน 57% ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแบบใหม่ตามที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) อยู่ระหว่างการดำเนินการ ให้มีการปรับฐานเพดานเงินเดือนในการเก็บเงินสมทบประกันสังคมสูงสุดจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 2 หมื่นบาท ซึ่งจะส่งผลให้การจ่ายสมทบสูงสุดปรับขึ้นจาก 750 บาท เป็น 1,000 บาทเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากที่ สปส.อ้างว่าเคยทำประชาพิจารณ์และมีผู้เห็นด้วยกว่า 80%
เรื่องนี้สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ สปส.จะสร้างความมั่นใจให้ ผู้ประกันตนว่าเก็บเพิ่มแล้วจะได้รับสิทธิที่ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา สปส.นั้นมีปัญหารุมเร้าหลายด้าน จนเกิดภาพข้อจำกัดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ แรงงานและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่สลัดไม่หลุด
แม้จะได้รับการยืนยันจาก นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส. ว่าการเก็บเงินสมทบเพิ่มไม่ได้มีสาเหตุมาจากรัฐบาลถังแตก จนต้องมา ล้วงเอาเงินจากกองทุนประกันสังคม รัฐบาลไม่สามารถล้วงเงินจากกองทุนประกันสังคมไปได้ เพราะมีกฎหมายกำกับชัดเจน อีกทั้งยังมีคณะกรรมการ ที่มีผู้แทนนายจ้าง ลูกจ้างคอยดูแลตรวจสอบ หากรัฐบาลต้องการให้ สปส.ไป ลงทุนร่วมด้วยนั้น ก็มีกฎเกณฑ์เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องออกเป็นพันธบัตร และเมื่อออกมาแล้ว หากท้ายที่สุดรัฐบาลเบี้ยว ไม่คืนเงินให้สปส. ก็จะทำให้เครดิตประเทศเสียหาย
อย่างไรก็ดี สปส.ยังต้องเผชิญหน้ากับภาพเดิมที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ที่เมื่อเปรียบเทียบกับการประกันสุขภาพของข้าราชการและเอกชน ก็ได้ภาพความแตกต่างที่ชัดเจน
ที่ผ่านมา สปส.ถูกมองว่า เพราะการบังคับใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนไข้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะที่อุปทานทางการแพทย์คงที่ ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งลาออก ไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน
ซึ่งกรณีนี้ พบว่า เว็บไซต์ สปส. ก็ระบุเองว่า มีโรงพยาบาลที่ออกจากระบบประกันสังคมเพิ่มอยู่เนืองๆ และมักจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเกิดกรณีสถานพยาบาลในระบบประกันสังคมออกจากระบบ ทาง สปส.จะส่งเอกสารแจ้งเตือนไปยังผู้ประกันตน หากเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะมีหนังสือส่งไปยังสถานประกอบการของผู้ประกันตนที่มีสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลที่ออกจากระบบ ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือผู้ประกันตนเอง สปส.จะส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังบ้านของผู้ประกันตนโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการเลือกสถานพยาบาลประกันสังคมใหม่
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส่งผลให้คุณภาพการบริการของการประกันสุขภาพทั้งระบบคุณภาพต่ำลง ใครที่เคยใช้บริการย่อมทราบเรื่องนี้ดี
หลายคนไม่อาจสลัดภาพเดิมว่า ใช้สิทธิประกันสังคมไปหาหมอ แล้วจะได้รับแต่ยาพาราเซตามอล แม้โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีผู้ประกันตนที่ได้สิทธิผ่าสมอง รักษามะเร็ง ผ่าตัดเปลี่ยนตับ สิทธิการรักษาครอบคลุมโรครักษายาก แต่ก็ไม่สามารถลบภาพเดิมลงไปได้
ทั้งหมดนี้หาก สปส.ไม่เร่งสร้างหลักประกัน ให้ผู้จ่ายเชื่อมั่นว่าจะได้รับ บริการที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และดีขึ้นมากพอที่จะลบภาพเดิมๆ ให้หมดไปก่อนได้ อย่าหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ประกันตน







