
ปรับให้เหมาะสม
ภายหลังจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง
ภายหลังจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ได้สร้างกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทันที ซึ่งเปิดแผลให้นักการเมืองที่คอยจ้องถล่มรัฐบาลเริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทันทีว่า ควรจะปรับทัพครั้งใหญ่ ไม่ใช่ปรับเล็ก โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ
ที่มีการโจมตีทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เป็นผลมาจากการที่ภาวะเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว ตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มสูงขึ้นจนมีการประกาศปรับจีดีพีสองหรือสามครั้งในปีนี้ ตัวเลขล่าสุดกระทรวงการคลังปรับจีดีพีปีนี้ขึ้นมาเป็น 3.8% จากต้นปีที่มีการคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.2-3.4% เรียกว่าเศรษฐกิจขยายตัวดีเกินคาดจากการส่งออกที่ขยายตัวดีตามเศรษฐกิจโลก
แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับผู้ส่งออกกลุ่มนี้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์กับการส่งออก แถมยังเจอปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเกือบจะตลอดทั้งปี ทำให้กลุ่มเกษตรกรโดยเฉพาะคนรากหญ้าได้รับผลกระทบหนัก ยังหาได้ไม่พอกิน หนี้สินภาคครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น ปัญหาปากท้องของคนนั้น หากจับขึ้นมาเป็นประเด็นเมื่อไหร่ ก็ยากที่จะแก้ตัวเพราะเป็นข้อเท็จจริง
ตัวอย่างกระทรวงคมนาคมนั้น เป็นโครงการที่จะต้องมีโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ให้ดำเนินการ เพราะรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายเลยว่าจะใช้การลงทุนภาครัฐเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ในปีนี้ยังไม่เห็นเมกะโปรเจกต์ไหนที่ลงเสาเข็มก่อสร้างเลย การที่เศรษฐกิจโตมาจากการส่งออกไม่ได้มาจากการลงทุนภาครัฐ
นอกจากนั้น การเข็นให้รัฐวิสาหกิจลงทุนและใช้จ่าย ก็เป็นเรื่องของสำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นคนไปขันนอตให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่าย ซึ่งในส่วนนี้ก็เบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายไม่ได้มาจากกระทรวงคมนาคมเท่าไร
ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ไม่มีนโยบายอะไรใหม่มากมายนัก เป็นเรื่องของการทำงานรูทีนเป็นส่วนใหญ่ ราคาสินค้าเกษตรจะตกก็ตกไปไม่มีนโยบายอะไรโดดเด่นออกมาแก้ไขปัญหาให้เลย
ที่เข้าท่าที่สุดเห็นจะเป็น กระทรวงการคลัง ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แวะไปตรวจการบ้านบ่อยมากกว่ากระทรวงอื่น และดูเหมือนจะมีผลงานมากกว่ากระทรวงอื่น และดูทำงานในเชิงรุกมากกว่า ทั้งการแก้หนี้คนจน การจัดรัฐสวัสดิการให้ การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ
การทำงานใน 3 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุุทธ์นั้น ได้ปรับคณะรัฐมนตรีมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งเป็นการปรับทั้งเล็กและใหญ่ ทีมเศรษฐกิจก็ได้เปลี่ยนตัวจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ทำมาแล้ว หลังมีความชัดเจนว่ารัฐบาลมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหน จะต้องกำจัดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งอย่างไรให้สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้ หากมีการปรับ ครม.อีกครั้ง ก็ถือเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 3 ปี
ต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่ของรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอดีตข้าราชการประจำที่เกษียณอายุงานมา ฉะนั้นการทำงานก็จะเป็นสไตล์ข้าราชการ ไม่ถึงลูกถึงคนในการทำงาน และขาดครีเอทีฟ ต่างจากคนจากภาคเอกชนที่มีแนวคิดสดใหม่กว่า
พล.อ.ประยุทธ์เอง ก็มีแนวคิดที่จะลดจำนวนทหารใน ครม.ลง ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว หากจะปรับให้เข้ากับสถานการณ์ดึงคนที่จะมาช่วยผลักดันโครงการลงทุนของรัฐบาลให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ ก็จะยิ่งดี ทำให้รัฐบาลมีผลงานที่เด่นชัดขึ้น
เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะปรับ ครม.เพื่อความเหมาะสมมากกว่าจะดำเนินการตามคำเรียกร้องของนักการเมือง หรือตอบแทนใคร เพราะช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือของรัฐบาลนี้ก่อนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 ตามที่ประกาศไว้ ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการทำงาน n







