
รถยนต์แห่งอนาคต
วราพงษ์ ป่านแก้วมีโอกาสได้ไปเดินงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2017 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 45 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เลยมีเรื่องเก็บมาฝากเกี่ยวกับการพัฒนายานยนต์ของมหาอำนาจในด้านยานยนต์อย่างญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว
วราพงษ์ ป่านแก้ว
มีโอกาสได้ไปเดินงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2017 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 45 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เลยมีเรื่องเก็บมาฝากเกี่ยวกับการพัฒนายานยนต์ของมหาอำนาจในด้านยานยนต์อย่างญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว
โตเกียว มอเตอร์โชว์ ถือเป็นงานแสดงรถครั้งใหญ่ที่ทุกค่ายรถยนต์ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ใช้เป็นเวทีประชันเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เตรียมจะส่งลงตลาดในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ งานนี้จึงเรียกได้ว่า ใครมีของดีอะไรก็ปล่อยกันให้เต็มที่ไม่มีเม้ม
โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการ ขับเคลื่อนที่โลกทุกวันนี้โหยหาพลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิลกันมากขึ้น ซึ่งทางฝั่งญี่ปุ่นเองก็มีแนวคิดในการพัฒนาการขับเคลื่อนรถยนต์ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ผสมกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หรือที่เรียกว่ารถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีขายในบ้านเรามานานแล้ว
หรือจะเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟผสมกับการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ที่เรียกว่า ปลั๊กอิน ไฮบริด รวมถึงรถที่วิ่งด้วยมอเตอร์ ไฟฟ้าเพียวๆ ที่เรียกกันติดปากว่า รถอีวี (Electric Vehicle : EV) ซึ่งรถที่ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนมอเตอร์ โจทย์สำคัญอยู่ที่เทคโนโลยีของแบตเตอรี่ที่ต้องชาร์จได้เร็ว ขับขี่ได้ไกลต่อการ ชาร์จ 1 ครั้ง และสถานีชาร์จที่มีมากเพียงพอ
ส่วนอีกเทคโนโลยีที่ค่ายรถญี่ปุ่นมีการพัฒนากันมานานแล้วนั่นคือ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผลิตจาก ฟิวเซลล์ (Fuel Cell) หรือเซลล์เชื้อเพลิงจากการทำปฏิกิริยาเคมีของไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบันมีรถประเภทนี้ใช้อย่างแพร่หลาย ในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แต่สำหรับไทยเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงคงอีกไกล เพราะรัฐบาลไทยเน้นไปที่การสนับสนุนรถยนต์ประเภทอีวี
ในอนาคตอันใกล้นี้คงจะได้เห็นรถพลังงานไฟฟ้าวิ่งกันในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครกันมากขึ้น จากการสนับสนุนด้านภาษีของรัฐบาล และการเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี บริษัทผู้ผลิตรถจากญี่ปุ่นบางรายมีแผนจะเอารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในไทยในปีหน้า และที่มาแรงแซงทางโค้ง คือรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่จะเข้ามาตีตลาดด้วยข้อตกลงการค้าจีน-อาเซียน ที่ทำให้ภาษีนำเข้า รถยนต์ไฟฟ้าลดจาก 20% เหลือ 0% ที่จะใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป
แม้ค่ายรถจากญี่ปุ่นจะมองว่า ความ พร้อมของไทย ณ เวลานี้ รถยนต์ประเภท ไฮบริดน่าจะเหมาะที่สุด เพราะไม่ต้อง พึ่งพาสถานีชาร์จที่ยังมีไม่มากนัก ขณะที่ เทคโนโลยียังต้องการเวลาในการเปลี่ยนผ่าน เพราะจะกระทบกับสายการผลิตอะไหล่รถยนต์นับหมื่นๆ ชิ้น ประเด็นนี้ อาจจะทำให้รัฐบาลไม่กล้าผลีผลามทำอะไรเร็วเกินไป เพราะจะส่งผล กระทบต่อการลงทุนภายในประเทศ
แต่โดยส่วนตัวคิดว่า จีนคงไม่สนเรื่องนี้และพร้อมเดินหน้าส่งรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในไทยหลัง 1 ม.ค.ปีหน้า เป็นต้นไป รถยนต์ไฟฟ้าจะแจ้งเกิดในบ้านเราได้หรือไม่ คงต้องรอดู







