
โบรกให้น้ำหนัก‘มากกว่าตลาด’ รับเหมาCK-UNIQ-STECเด่น
บล.หยวนต้า-เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง "มากกว่าตลาด"
บล.หยวนต้า-เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง "มากกว่าตลาด" คาดไตรมาส 3 กำไรทำได้ดี รองานประมูลใหม่ปีหน้า
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) คงน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง "มากกว่าตลาด" โดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 เรื่อง ปัจจัยแรก ผลประกอบการไตรมาส 3 จะยังรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการรักษาระดับกำไรที่เข้มงวด
ปัจจัยที่ 2 ภาครัฐเพิ่มแผนการประมูลงานของโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่อเนื่อง โดยปี 2561 เตรียมเพิ่มวงเงินอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบรถไฟฟ้าต่างจังหวัดต่อยอดจากงานเดิมคือ รถไฟทางคู่ เฟส 2 และรถไฟฟ้าสายสืต่างๆ คือ สีส้ม สีม่วงรวมถึงสีแดงและสายสีเขียวส่วนต่อขยาย
ปัจจัยที่ 3 คาดว่างานในมือของกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่จะเพิ่มขึ้นและอาจทำสถิติสูงใหม่ระหว่างปี 2561
สำหรับหุ้นที่ บล.หยวนต้า แนะนำ คือ บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)
บล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง "มากกว่าตลาด" กรณี รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน ปี 2561 จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวม 51 โครงการ มูลค่ารวม 2.39 ล้านล้านบาท ถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะขนาดใหญ่อย่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) CK STEC และ UNIQ ที่มีศักยภาพในการเข้าประมูลในฐานะผู้รับเหมาหลัก
"เลือก UNIQ เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ให้ราคาเหมาะสม 24 บาท จากจุดเด่นการเติบโตที่ชัดเจนใน 3 ปีข้างหน้า และเป็นหุ้นที่มีราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี เรโช) ต่ำที่สุดในบรรดาบริษัทรับเหมารายใหญ่ทั้งหมด" บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุ
นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการและผู้บริหารอาวุโส บริษัท ช.การช่าง เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการขายหุ้นกู้ 2 ชุด มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้จัดการการจำหน่าย เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.24% ต่อปี มูลค่า 1,000 ล้านบาท และหุ้นกู้อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.34% ต่อปี มูลค่า 1,000 ล้านบาท ทริสเรทติ้ง ให้อันดับความน่าเชื่อถือในระดับ "A-"
นายประเสริฐ กล่าวว่า ความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและผลการดำเนินงาน ของบริษัทที่แข็งแกร่ง ณ เดือน มิ.ย. 2560 บริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างที่ ยังไม่ส่งมอบมูลค่า 8.6 หมื่นล้านบาท โดยผลประกอบการ ณ สิ้นปี 2559 มีรายได้รวม 4.7 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,042 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม 9.5 หมื่นล้านบาท และหนี้สินรวม 7.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปชำระคืนหนี้สิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท







