
ส่องการค้าเมียนมา (1)
ธนกร สังขรัตน์ CEO of Modern Myanmar Synergy Co., Ltd. [email protected]มีข้อน่าสังเกตบางประการในด้านการค้าต่างประเทศของเมียนมาในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560-2561 ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคาบเวลาในการเริ่มต้นและสิ้นสุดปีงบประมาณของภาครัฐเมียนมาคือ 1 เม.ย.-30 มี.ค.ปีถัดไป โดยเป็นการถือเอาวันปีใหม่เดิมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวอุษาคเนย์เป็นเริ่มต้นปีงบประมาณของรัฐบาล
ธนกร สังขรัตน์ CEO of Modern Myanmar Synergy Co., Ltd. [email protected]
มีข้อน่าสังเกตบางประการในด้านการค้าต่างประเทศของเมียนมาในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560-2561 ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคาบเวลาในการเริ่มต้นและสิ้นสุดปีงบประมาณของภาครัฐเมียนมาคือ 1 เม.ย.-30 มี.ค.ปีถัดไป โดยเป็นการถือเอาวันปีใหม่เดิมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวอุษาคเนย์เป็นเริ่มต้นปีงบประมาณของรัฐบาล
ข้อมูลจากสำนักงานประธานาธิบดีรายงานว่าในปีงบประมาณ 2561-2562 รัฐบาลเมียนมาจะเปลี่ยนการเริ่มต้นปีงบประมาณเป็น 1 ต.ค.-30 ก.ย. ซึ่งเป็นระบบเดียวกับประเทศไทย โดยน่าจะทำให้การคาดการณ์ตัวเลขต่างๆ เอื้ออำนวยในการคำนวณกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากใช้ระบบคาบเวลาเดียวกัน
ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560-2561 ประเทศเมียนมามีมูลค่าการค้ารวม (Trade Volume) 13,051.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออก 5,453.54 ล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าการนำเข้า 7,598.40 ล้านดอลลาร์ เทียบกับตัวเลขของปีงบประมาณ 2559-2560 (1 เม.ย. 2559-31 มี.ค. 2560) ประเทศเมียนมามีมูลค่าการค้ารวม 29,103.25 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 43% ของจีดีพี โดยเป็นมูลค่าการส่งออก 11,904.39 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 17.78% ของจีดีพี ขณะที่มีมูลค่าการนำเข้า 17,198.85 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 25.68% ของจีดีพี
หากพิจารณาอัตราการเปิดประเทศ (Degree of openness) ที่คำนวณจากมูลค่าการค้า หรือมูลค่าการส่งออกและมูลค่าการนำเข้ารวมกัน แล้วนำมาหารด้วยจีดีพี จะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 123% ของจีดีพี แต่อัตราการเปิดประเทศของเมียนมาอยู่ที่ 43% ของจีดีพี แม้ว่ายังห่างจากประเทศไทยอยู่มาก แต่ทว่าก็นับว่าสูงขึ้นเป็นลำดับ
มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าในปีงบประมาณ 2560-2561 จะเติบโตสูงกว่าปีก่อนเนื่องจากเพียงแค่ระยะเวลา 5 เดือนแรกของปีนี้มูลค่าการค้าก็สูงถึงเกือบ 50% ของมูลค่าการค้าปีงบประมาณก่อนหน้าไปแล้ว
แม้ว่าปีนี้รัฐบาลเมียนมาเริ่มมีนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าทดแทนการ นำเข้า และการส่งเสริมการส่งออก แต่ยังขาดมาตรการที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่ภายในประเทศยังคงมีความต้องการนำเข้าสินค้ากลุ่มทุนเข้ามาเพื่อเพิ่มผลิตภาพในประเทศ ทำให้คาดว่ามูลค่าการนำเข้าจะยังคงสูงต่อไป ประกอบกับผู้ส่งออกของประเทศเมียนมายังขาดขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด ต่างประเทศ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงขาดดุลต่อไปอีกหลายปี
หากพิจารณาประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเมียนมาพบว่า เมียนมานำเข้าสินค้าจากคู่ค้าใหญ่ๆ โดยจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 33.52% รองลงมาสิงคโปร์ 13.73% ไทยเป็นอันดับสามที่ประเทศเมียนมานำเข้าสินค้า มีมูลค่าคิดเป็น 11.08% ญี่ปุ่น 5.22% มาเลเซีย 4.88% อียู 4.77% อินเดีย 4.35% อินโดนีเซีย 4.30% อเมริกา 3.05% เกาหลีใต้ 2.84%
เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะพบว่าการนำเข้าสินค้าจากภาครัฐในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560-2561 มีมูลค่า 395.64 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียง 5% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ทว่าการส่งออกของภาครัฐมีมูลค่าสูงถึง 30% ของมูลค่าการส่งออกรวม สาเหตุที่การส่งออกของภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกของประเทศ เนื่องจากภาคเอกชนยังขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาครัฐต้องใช้นโยบายซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ในการส่งเสริมการส่งออก
สถานการณ์ด้านการค้าชายแดนใน 5 เดือนแรกพบว่ามีมูลค่าการค้า 2,895.217 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียง 22.18% ของมูลค่าการค้ารวม โดยเมียนมาใช้ช่องทางการค้าชายแดนส่งออกสินค้าสูงถึง 1,728.50 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 33.70% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทางการค้าชายแดนมีเพียง 1,166.748 ล้านดอลลาร์ หรือ 15.36% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด โดยด่านมูเซ ด่านชายแดนเมียนมา-จีนมีมูลค่าการค้าสูงสุดคิดเป็น 67.96% ของมูลค่า การค้าชายแดนทั้งหมด รองลงมาคือด่านเมียวดี ที่ติดกับประเทศไทยมีมูลค่าการค้าคิดเป็น 11.98% (มูลค่าการค้ารวม 346.84 ล้านดอลลาร์ มาจากการส่งออก 21.63 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 325.22 ล้านดอลลาร์) และด่านชินชเวฮอ ติดกับจีนอีกแห่งหนึ่งมีสัดส่วน 8.11%







