
ซาอุฯ เร่งเครื่องปฏิรูป ยกเครื่องใหญ่งานยาก
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ความน่าจะเป็นที่ดีมานด์ความต้องการน้ำมันจะขึ้นจนถึงจุดสิ้นสุดภายในอีก 10 ปีข้างหน้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที และเมื่อความต้องการน้ำมันผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว นั่นหมายความว่า ความต้องการจะปรับลดลง กลายเป็นการเร่งให้ "ซาอุดิอาระเบีย" ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ต้องปฏิรูปประเทศเป็นการใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีชาติไหนเคยทำมาก่อน เพื่อให้พึ่งพาการค้าน้ำมันน้อยลง
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ความน่าจะเป็นที่ดีมานด์ความต้องการน้ำมันจะขึ้นจนถึงจุดสิ้นสุดภายในอีก 10 ปีข้างหน้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที และเมื่อความต้องการน้ำมันผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว นั่นหมายความว่า ความต้องการจะปรับลดลง กลายเป็นการเร่งให้ "ซาอุดิอาระเบีย" ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ต้องปฏิรูปประเทศเป็นการใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีชาติไหนเคยทำมาก่อน เพื่อให้พึ่งพาการค้าน้ำมันน้อยลง
แม้กระทั่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังออกมาเรียกร้องให้ 6 ประเทศกลุ่มจีซีซี หรือกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ เร่งการปฏิรูปให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง หลังเคยทำนายว่าหากยังปล่อยเอาไว้เช่นนี้ กลุ่มประเทศร่ำรวยน้ำมันมีสิทธิล้มละลายลงได้
ล่าสุด ซาอุดิอาระเบียได้เปิดเผยแผนสร้างเขตธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ "เมกะซิตี้" ในชื่อ "นีออม" (NEOM) วงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) โดยจะมีพื้นที่มากกว่า 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ครอบคลุมไปจนถึงจอร์แดนและอียิปต์ เพื่อเป็นจุดเชื่อมระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย
นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวจะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูป "ซาอุดิ วิชั่น 2030" ที่จะเปลี่ยนประเทศไปสู่การพึ่งพารายได้จากภาคส่วนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งเขตดังกล่าวจะประกอบไปด้วยหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม รวมถึงพลังงาน น้ำ ไบโอเทคโนโลยี อาหาร การผลิตขั้นสูง และความบันเทิง
ทว่า "การปฏิรูป" ไม่เคยง่าย แม้กระทั่งกับประเทศที่กุมความมั่งคั่งเอาไว้ในมือ เมื่อความตึงเครียดปะทุขึ้นภายในจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และความไม่เชื่อมั่นของต่างชาติที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียยากจะเดินหน้าการลงทุนตามแผน "ซาอุดิ วิชั่น 2030"
แม้ไอเอ็มเอฟจะเห็นว่าโครงการเมกะซิตี้ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของภูมิภาค แต่ จีฮัด อาซอร์ หัวหน้าไอเอ็มเอฟฝ่ายตะวันออกกลาง ระบุว่า ซาอุดิอาระเบียจำเป็นต้องสร้างสมดุลให้กับการใช้งบประมาณในโครงการดังกล่าวที่กินงบมหาศาลและโครงการอื่นๆ อีก เพื่อช่วยลดงบประมาณขาดดุลที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันถูก
การขาดดุลงบประมาณของซาอุดิอาระเบียมีแนวโน้มดีขึ้น โดยซาอุดิอาระเบียขาดดุลงบประมาณ 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ลดลงจากการ ขาดดุล 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) ในปี 2015
ขณะที่ปีนี้จะขาดดุลงบประมาณน้อยลงกว่าครึ่ง เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวหลังเป็นตัวตั้งตัวตีผลักดันให้เกิดความร่วมมือของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ในการปรับลดการผลิตเพื่อช่วยบรรเทาภาวะน้ำมันล้นตลาด
สภาพทางการคลังที่ดีขึ้นนี้ ทำให้ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียสามารถกลับมาจ่ายค่าสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและทหารได้อีกครั้ง หลังจากล้มเลิกไปเมื่อเดือน ต.ค. 2016
อย่างไรก็ตาม การกลับมาจ่ายค่าสวัสดิการดังกล่าวเป็นการ "กลับลำ" การปฏิรูปประเทศที่มีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มการจ้างงานในภาคเอกชน โดยกว่า 70% ของประชาชนซาอุดิอาระเบียทั้งหมดเป็นข้าราชการ ซึ่งการปรับลดสวัสดิการทำให้รายได้ของข้าราชการเหล่านั้นหายไปถึง 40%
รายได้ที่ลดลงนั้นก่อให้เกิดความ "ไม่ชอบพอ" ต่อแผน "ซาอุดิ วิชั่น 2030" ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยนอกเหนือจากสวัสดิการรัฐแล้ว ซาอุดิอาระเบียยังพยายามประหยัดงบประมาณด้วยการปรับลดการอุดหนุนราคาพลังงานและน้ำ รวมถึงยังต้องกู้ยืมผ่านพันธบัตรรัฐบาลเพื่อมาบริหารประเทศ
ขณะเดียวกัน แม้ซาอุดิอาระเบียจะยังคงยืนยันออกขายหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ของซาอุดิอารามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันของประเทศ แต่นักลงทุนต่างชาติซึ่งซาอุดิอาระเบียต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนตามแผน ซาอุดิ วิชั่น 2030 ยังไม่เชื่อมั่นนัก หลังมีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ซาอุดิอาระเบียจะเปลี่ยนใจเลื่อนขาย ไอพีโอออกไปก่อน
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ เคยรายงานว่า ซาอุดิอาระเบียเจอแรงกดดันจากภาคประชาชนที่เริ่มล่ารายชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้ออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน ขณะที่บลูมเบิร์ก รายงานว่า นักวาดการ์ตูนชาวซาอุดิอาระเบียเคยแสดงความไม่พอใจนี้ผ่านผลงาน ซึ่งเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 7 หมื่นคน ระบุว่า ซาอุดิ วิชั่น 2030 เป็นการพาซาอุดิอาระเบียไปสู่ความยากจน
นอกจากนี้ ประชาชนยังแสดงความไม่พอใจต่อการขายไอพีโอของซาอุดิอารามโกด้วยแฮชแท็กว่า "โมฮัมเหม็ด (รองมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิล ซัลมาน ผู้เป็นผู้นำการปฏิรูป) กำลังจะขายแม่ไก่ (ที่ออกไข่เป็นทองคำ)" ซึ่งหมายถึงซาอุดิอารามโก
นักลงทุนต่างชาติยังคงไม่เชื่อมั่นต่อการ "เปิดกว้าง" ประเทศมากนัก โดยเฉพาะเมื่อซาอุดิอาระเบียเป็นตัวตั้งตัวตีตัดขาดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ พร้อมเรียกร้องให้ลดความสัมพันธ์กับอิหร่านและปิดสำนักข่าว อัลจาซีรา ซึ่งหลายฝ่ายรวมถึงกาตาร์เองมองว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่กาตาร์มีจุดยืนต่างกับซาอุดิอาระเบีย
แม้จะผ่านไป 2 ปีแล้ว นับตั้งแต่ประกาศแผนซาอุดิ วิชั่น 2030 ที่ต้องการดึงให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น จำนวนหุ้นที่ต่างชาติเป็นเจ้าของยังคงต่ำกว่า 5% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด ขณะที่ตลาดหุ้นซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นแหล่งระดมทุน ยังทำผลงานได้แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ในเดือนนี้อีกด้วย และมีแนวโน้มจะติดอันดับตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด 10 อันดับประจำปี
บลูมเบิร์ก รายงานว่า นอกจากการเปิดกว้างแล้ว ต่างชาติยังกังวลต่อการเดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากจำเป็นต้องขอวีซ่านักธุรกิจ และหลายบริษัทในซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะบริษัทรายย่อย ไม่สามารถช่วยจัดหาวีซ่าดังกล่าวให้ได้
ความเจ็บปวดของประชาชน ยังสะท้อนได้จากเศรษฐกิจ ซึ่ง ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะโตต่ำ ใกล้เคียงกับ 0% ในปีนี้ ก่อนจะเริ่มฟื้นในปีหน้า ขณะที่บลูมเบิร์ก ระบุว่า ภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันยังคงไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีพอ และโตต่ำกว่า 1% มาติดกัน 2 ไตรมาสแล้ว และการใช้จ่ายผู้บริโภคก็ปรับลดลง ไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ซาอุดิอาระเบียจะต้องไปให้ถึง ก่อนที่ยุคน้ำมันจะปิดฉากลงโดยสมบูรณ์ในอนาคต
"ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่เจ็บปวด" คาลิด อัล ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบีย กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นมันนี่ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา







