posttoday
กองทุนบัวหลวง นำปรัชญาในหลวงมาใช้

กองทุนบัวหลวง นำปรัชญาในหลวงมาใช้

25 ตุลาคม 2560

วรวรรณ ธาราภูมิ & ประธานกรรมการบริหาร & กองทุนบัวหลวงวิถีของโลกในปัจจุบันคือวิถีของทุนนิยมทั้งด้านการผลิตและด้านการเงิน และวิถีทุนนิยมได้แพร่กระจายไปทั่วโลกจนกลายเป็นวิถีของไทยไปแล้ว และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ทั้งหลายก็เป็นหน่วยหนึ่งในวิถีทุนนิยมทั้งสิ้น บลจ.บัวหลวง หรือที่เรียกกันว่า "กองทุนบัวหลวง" ก็เช่นกัน

วรวรรณ ธาราภูมิ & ประธานกรรมการบริหาร & กองทุนบัวหลวง

วิถีของโลกในปัจจุบันคือวิถีของทุนนิยมทั้งด้านการผลิตและด้านการเงิน และวิถีทุนนิยมได้แพร่กระจายไปทั่วโลกจนกลายเป็นวิถีของไทยไปแล้ว และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ทั้งหลายก็เป็นหน่วยหนึ่งในวิถีทุนนิยมทั้งสิ้น บลจ.บัวหลวง หรือที่เรียกกันว่า "กองทุนบัวหลวง" ก็เช่นกัน

พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเล็งเห็นแก่นแท้ของปัญหาในเรื่องนี้ ทุกประการ จึงทรงพัฒนาแนวคิด "วิถีพอเพียง" เพื่อเป็นรากฐานและ ภูมิคุ้มกันให้คนไทยอยู่รอดได้ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม เสรีนิยม ที่ปลาใหญ่อันมีกำลังทรัพย์และมีโอกาสมากกว่า สามารถใช้กำลังทรัพย์ เข้าไปครอบครองโอกาส และผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติได้อย่าง "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" จนปลาเล็กไม่เหลืออะไร ให้พอกินพอใช้

แม้ว่า บลจ.บัวหลวง หรือที่เรียกกันว่า "กองทุนบัวหลวง" จะเป็น หน่วยหนึ่งในทุนนิยม แต่เราใช้วิถีพอเพียงของ "พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙" ในการทำงานมาโดยตลอด

ในการออกผลิตภัณฑ์กองทุนและเสนอขายกองทุนนั้น เราคำนึงถึง ผู้ลงทุนเป็นอันดับหนึ่ง จึงออกผลิตภัณฑ์ ที่สามารถรองรับลูกค้าได้ทุกช่วงอายุ และสนับสนุนให้ตัวแทนขายทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์กับลูกค้าให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้แนะนำการลงทุนให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้

เราต้องการให้ตัวแทนขายมีจิตสำนึกว่า "ทุกคนต่างทำงานกันอย่างเหนื่อยยากกว่าจะได้เงิน ลูกค้าก็เช่นกัน" ดังนั้น KPI หรือตัว ชี้วัดผลงานของเราและตัวแทนขายจึงไม่สำคัญเท่ากับการทำให้ลูกค้าประสบผลสำเร็จในการลงทุนจากเงินสะสมที่เขาหามาได้จากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เราจึงไม่ตั้งเป้าการขายเพื่อผลกำไรของเราและตัวแทนขายเป็นหลัก แต่เรามุ่งให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์กองทุนที่ ผสมผสานกันอย่างเหมาะสมกับเขา

เรียกได้ว่าผลสำเร็จตามแผนการเงินการลงทุนของลูกค้านั่นแหละ ที่จะเป็นผลสำเร็จของเรา ซึ่งมาจากแนวคิดวิถีพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีกำไรมากมาย มากได้กว่านี้ อีกเยอะ แต่ลูกค้าล้มเหลวในการลงทุนระยะยาวกับเราเพียงเพราะเรารับความเสี่ยงมากเกินควรเพื่อให้เราขายได้มากจนได้กำไรสูงๆ ใน ระยะสั้น

นอกจากนี้ เรายังกำหนดพันธกิจที่สะท้อนว่า ทำไมเราถึงทำธุรกิจนี้ ซึ่งก็คือเราทำธุรกิจจัดการกองทุนก็เพื่อ "ทำให้ครอบครัวไทยมีความมั่นคง ทางการเงิน" และในการจะทำให้ครอบครัวไทยมีความมั่นคงทางการเงินนั้น เรามีบุคลากรที่นอกจากจะมีความรู้ ความชำนาญแล้ว เขายัง ต้องมีหัวใจดวงเดียวกันที่ปรารถนาจะทำให้คนไทยไม่ว่าจะมีฐานะทาง การเงินมากน้อยแค่ไหน มีความมั่นคงทางการเงิน ก่อนจะนำไปสู่ความ มั่งคั่งตามโอกาสของลูกค้าแต่ละคน

ด้วยเหตุนี้เราจึงทำให้ลูกค้าเข้าใจตนเอง รู้จักอดออม รู้จักตั้ง เป้าหมายทางการเงิน รู้จักทำแผนการเงินด้วยการสร้างพอร์ตลงทุนของตนเอง และ "รู้จักพอ" ด้วยการปรับสมดุลสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ของกองทุนที่ลงทุน เมื่อประเภทของกองทุนที่เขาลงทุนนั้นมีราคาเพิ่มจนทำให้สัดส่วนลงทุนที่เคยกำหนดอย่างเหมาะสม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ... เมื่อครอบครัวมีความมั่นคงทางการเงินแล้ว ความมั่นคงทางสังคมและประเทศชาติก็จะเกิดขึ้นได้ ... เรียกได้ว่าเรา ทำให้จุลภาคมาก่อน แล้วค่อยส่งผลดีที่ยั่งยืนไปยังมหภาค

เมื่อเรามีพอแล้ว ก็ถึงโอกาสที่จะแบ่งปันส่วนหนึ่งคืนสู่สังคมได้ เราจึงจัดตั้งกองทุนรวมที่แบ่งรายได้ในการจัดการกองทุนถึง 40% ให้แก่สังคมผ่านโครงการต่างๆ ที่มีความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ คือการเดินตามรอยพระบาทของ "พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙" และเป็นการพิสูจน์ได้ว่าการน้อมนำวิถีพอเพียงมาใช้ในระบบทุนนิยม เป็นสิ่งที่เป็นได้ และเป็นไปได้ด้วยดี

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก