
เด็กไทยกับหุ่นยนต์
ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยนักเรียนโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า หรือ King Mongkut's International Demonstration School (KMIDS) ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกรอบประเทศไทย และกำลังเตรียมตัวเดินทางไปแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกที่ประเทศคอสตาริกาในต้นเดือน พ.ย.นี้ หวังว่าคงมีข่าวดีให้คนไทยได้ภูมิใจอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นว่าความสามารถของเด็กไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก
ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
นักเรียนโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า หรือ King Mongkut's International Demonstration School (KMIDS) ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกรอบประเทศไทย และกำลังเตรียมตัวเดินทางไปแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกที่ประเทศคอสตาริกาในต้นเดือน พ.ย.นี้ หวังว่าคงมีข่าวดีให้คนไทยได้ภูมิใจอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นว่าความสามารถของเด็กไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก
แม้ว่าเรื่องการแข่งขันหุ่นยนต์ของเด็กไทยบนเวทีระดับนานาชาตินั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีเด็กไทยทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวศึกษา เคยได้รางวัลมาแล้วมากมาย แต่ก็กลับมีคำถามอยู่ เสมอว่า เมื่อคนไทยไปชนะคนอื่นมาแล้วทั่วโลก แล้วทำไมประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตหุ่นยนต์ที่มีคุณภาพเทียบเคียงได้กับประเทศ ผู้ผลิตชั้นนำ เพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมของไทยได้สักที คำตอบที่พอ จะหาได้ ประการแรกคือ การขาดการสนับสนุนและการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง พอเมื่อเราชนะได้แชมป์แล้วก็จบลงแค่นั้น เด็กที่มีทักษะก็ไปทำงานหรือเรียนต่อด้านอื่น ประการที่สองคือ การขาดเป้าหมาย ระยะยาวที่มุ่งมั่นจะเป็นที่พึ่งทางเทคโนโลยีขั้นสูงได้เอง และอาจมักจะคิดว่าไกลเกินไปหรือเป็นไปไม่ได้ หากปล่อยไว้แบบนี้ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะคำว่า "เป็นไปไม่ได้" เป็นการทำลายการพัฒนามนุษย์อย่างที่สุด และประการที่สาม คือ จำนวนเด็กที่สามารถเข้าถึงหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้มีจำนวนน้อยมาก อาจมาจากความเหลื่อมล้ำทางด้านฐานะ และงบประมาณของรัฐที่มีจำกัด หรือการที่ยังไม่เห็นประโยชน์จากการใช้หุ่นยนต์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ผลทำให้ประเทศไทยยังไม่มีบุคลากรทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์จำนวนมากพอ ที่จะสร้างความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมได้
การที่ใช้หุ่นยนต์เป็นสื่อในการพัฒนาการเด็ก ไม่ใช่จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติในอนาคตเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์ที่โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า ที่เด็กนักเรียนได้ใช้หุ่นยนต์ในการเรียนรู้ กลุ่มนักเรียนได้น้อมนำศาสตร์ พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ผลงานหุ่นยนต์ปลูกปะการังเทียม ตามรอยพระบาทด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และผลงานหุ่นยนต์วางระบบสาธารณูปโภค ด้วยที่เห็นพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินยังดินแดนทุรกันดาร จึงออกแบบหุ่นยนต์ที่เข้าไปทำงานแทนมนุษย์ ในการนำสาธารณูปโภคเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ห่างไกล
ผลที่ได้รับคือการพัฒนาทักษะของเด็กในหลายด้าน หนึ่งคือ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programming Skill) ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด เพราะว่าเด็กยุคใหม่ต้องเก่งภาษาคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นภาษาที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมและเข้าถึงได้ทุกสิ่งอย่างได้ในอนาคตอันใกล้นี้ สองคือ ทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อ (Motor Skill) โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดเล็ก มือ นิ้ว ที่ต้องสัมพันธ์กับการสั่งการของสมอง ซึ่งการประกอบหุ่นยนต์จะช่วยพัฒนาได้มาก สามคือ ทักษะความคิดที่เป็นระบบ (System-Thinking Skill) ทำให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหา หรือรู้จักการตั้งคำถามที่สร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่มีตรรกะ และสี่คือ ทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม (Teamwork Skill) ที่คนไทยมักอ่อนแอ ที่ว่าชอบเก่ง ชอบทำคนเดียว รวมกันเป็นทีมเมื่อไรก็พัง คงจะไม่จริงอีกต่อไป เพราะการใช้หุ่นยนต์ในการเรียนรู้ร่วมกันทำงาน ทำให้เด็กรู้จักรับฟัง รู้จักยอมรับความคิดเห็นและการโต้แย้งจากผู้อื่นได้
หุ่นยนต์กับเด็กจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงอีกต่อไป วันนี้มีข้อพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า เหมาะกับการเรียนการสอนตั้งแต่เด็กเล็ก หากต้องการให้โรงเรียนไทยทันสมัย ก็ควรลองพัฒนาหลักสูตรที่นำหุ่นยนต์มาพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกันของเด็กไทยก็จะเป็นประโยชน์มาก







