
เตรียมรับมือโลกร้อน
ทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการปกป้องโลก ท่ามกลางความรุนแรงจากผลพวงการผลักดันนโยบายการพัฒนาประเทศและวิวัฒน์โลก โดยมีเศรษฐกิจเป็นธงนำ
ทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการปกป้องโลก ท่ามกลางความรุนแรงจากผลพวงการผลักดันนโยบายการพัฒนาประเทศและวิวัฒน์โลก โดยมีเศรษฐกิจเป็นธงนำ
กล่าวได้ว่าหากทุกชาติละเลยเพิกเฉยต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และไม่ปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในอีกไม่ช้าไม่นานโลกใบนี้จะกลายเป็นซากปรักหักพังเกินกว่าจะเยียวยา
ผู้นำจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการจัดทำข้อตกลงปารีสในปี 2558 เพื่อสร้างความร่วมมือการ แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการที่แต่ละประเทศต้องลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงตามเป้าหมายตามที่เสนอไว้
ถึงกระนั้นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กลับประกาศนโยบายสวนทางด้วยการพิจารณาถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส หรือจะต่อรองปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในข้อตกลงให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจประเทศตัวเอง
สัญญาณจากชาติมหาอำนาจดังกล่าวนี้ ก่อความกังวลขึ้นว่าอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในความร่วมมือกันพิทักษ์โลกก็เป็นได้ หรืออาจเป็นการเริ่มต้นปฏิเสธแนวทางการใช้พลังงานสะอาด พร้อมๆ กับส่งเสริมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไม่แยแส แม้สหรัฐจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก
การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 23 หรือ COP 23 ระหว่างวันที่ 6-17 พ.ย.ที่จะถึงนี้ จึงน่าจับตาว่าแนวโน้มความร่วมมือการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเดินไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ดี การดำเนินงานการเจรจาระดับโลกของไทยในกรณีนี้ ถือว่าภาครัฐได้ร่วมกันดำเนินการอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ผ่านมามีการตั้งอนุกรรมการในมิติต่างๆ อย่างครอบคลุม
แต่ในแง่การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาในภาพรวมอาจดูย้อนแย้ง อาทิ นโยบายส่งเสริมการลงทุนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยที่ผู้นำรัฐบาลได้ใช้คำสั่งพิเศษยกเว้นกฎเกณฑ์บางประการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมขึ้นในอนาคต
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นแนวทางการแก้ปัญหาด้านต่างๆ มากมาย พระปรีชาญาณแต่ละด้านเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะโครงการแก้ปัญหาตามแนวพระราชดำริทั้งหลายล้วนปูทางสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ในจำนวนนั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อนไว้ตั้งแต่ปี 2532 หรือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ
ตัวอย่างท่อนหนึ่งของพระราชดำรัสที่ว่า "...การเผาเชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ทำให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศ 5,000 ล้านตันต่อปี ยังมีการเผาทำลายป่าอีก 1,500 ล้านตัน รวมแล้วเป็น 6,500 ล้านตัน"
พระราชดำรัสดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า พระองค์เล็งเห็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะพลังงานที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล
พร้อมกันนี้ทรงวางแนวทางการแก้ปัญหาไว้อีกด้วย จึงเหลือแค่การปฏิบัติให้เห็นรูปธรรมอย่างแท้จริง







