
แบงก์โลกปรับทัพ ลุยฟินเทคทางรอด
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ในช่วงไม่นานนี้ เทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ได้เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมการเงิน ท่ามกลางสตาร์ทอัพฟินเทคจำนวนมากที่ทวีจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความหวาดหวั่นว่าบรรดาสถาบันการเงินแบบเดิมๆ อาจโดนแย่งลูกค้าหรือล้มหายไป หลังเสียเปรียบในเรื่องการให้บริการลูกค้าและต้องแบกรับต้นทุนจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆ
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ในช่วงไม่นานนี้ เทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ได้เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมการเงิน ท่ามกลางสตาร์ทอัพฟินเทคจำนวนมากที่ทวีจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความหวาดหวั่นว่าบรรดาสถาบันการเงินแบบเดิมๆ อาจโดนแย่งลูกค้าหรือล้มหายไป หลังเสียเปรียบในเรื่องการให้บริการลูกค้าและต้องแบกรับต้นทุนจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆ
ในอนาคต ฟินเทคจะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการเงิน โดยบริษัทบัญชี ชื่อดัง เอินส์ท แอนด์ ยัง (อีวาย) เปิดเผยในผลการศึกษาด้านฟินเทคว่า อัตราการใช้งานฟินเทคของประชากรทั่วโลก เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 33% ในปี 2017 จาก 16% ในปี 2015
การใช้งานฟินเทคที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เหล่าแบงก์และสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐ เร่งเพิ่มการลงทุนด้านฟินเทค และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
เมื่อพิจารณาในภูมิภาคเอเชียแล้ว "จีน" ถือว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุดในการนำฟินเทคมาใช้งานจริง โดยอีวายระบุว่า อัตราผู้ใช้บริการฟินเทคในจีนอยู่ที่ 69% ในปี 2017 นับว่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งมีการใช้งานในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงิน การวางแผนทางการเงิน หรือการ กู้ยืมเงิน
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัว ผลักดันให้แบงก์และสถาบันการเงินจีนหลายแห่งต้องอ้าแขนรับฟินเทค โดยรายงานของ ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (พีดับเบิ้ลยูซี) บริษัทตรวจสอบบัญชีรายใหญ่อีกแห่ง ระบุใน ผลการศึกษาเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าสถาบันการเงินจีน 75% จะพัฒนาฟินเทคใหม่ๆ ขึ้นมาใช้เองภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่ 68% เปิดเผยว่า จะจับมือเป็นพันธมิตรกับสตาร์ทอัพ ฟินเทค 46% มีแผนเข้าซื้อสตาร์ทอัพฟินเทคเพื่อหวังเข้าพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว
แม้การพัฒนาฟินเทคส่วนใหญ่ ในจีนจะยังอยู่ในกำมือของ 3 ยักษ์ไอที รายใหญ่ ประกอบด้วย ไป่ตู้ อาลีบาบา และเทนเซนต์ ซึ่งครองตลาดการชำระเงินออนไลน์จีนรวมกันสัดส่วน 51% แต่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมของจีน ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เฉยและดึงฟินเทค เข้ามาใช้งาน
ธนาคารไอซีบีซีจากจีน ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อคำนวณจากมูลค่าหลักทรัพย์ เป็นตัวอย่างแบงก์จีนรายหนึ่งที่พยายามเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้ากับ 3 ยักษ์ไอที ด้วยการส่งฟินเทคของตัวเองออกมาสู้ โดยเปิดบริการการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์บริหารจัดการความมั่งคั่ง และบริการปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งล่าสุดปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีได้แล้ว กว่า 7 หมื่นแห่ง
ด้านหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ รายงานว่า แบงก์พาณิชย์รายอื่นๆ ของจีนกำลังหาทางนำฟินเทคต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า ระบบการจดจำใบหน้า และบล็อกเชน มาผสมกับการดำเนินการของแบงก์ ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับจีนแล้ว ฟินเทคกลับเป็นช่องทางการก่อหนี้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในระบบการเงินที่จีนกำลังพยายามแก้ไขอยู่ รัฐบาลจีนจึงต้องเข้ามาจัดการควบคุมการปล่อย สินเชื่อออนไลน์ และมีแนวโน้มจะ ส่งผลกระทบกับผู้ให้การฟินเทคของจีน เช่น ฉูเตี้ยน ของอาลีบาบากรุ๊ป เพิ่งออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ไปเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการให้บริการสินเชื่อสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการซื้ออุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป
ขณะเดียวกันในด้าน "ยุโรป" ซึ่งแม้จะเป็นดินแดนแห่งสตาร์ทอัพ ฟินเทค โดยบิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า มูลค่าการลงทุนใน ฟินเทคยุโรปปรับขึ้นไปอยู่ที่ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.65 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2010 แต่การเดินหน้านำฟินเทคมาใช้ในการดำเนินงานของแบงก์กลับยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง โดยส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ ฟินเทคและบริษัทไอทีมากกว่า
ทั้งนี้ อุปสรรคที่สกัดบรรดาแบงก์ยุโรปในการทุ่มทุนพัฒนาฟินเทคอย่างเต็มที่นั้น ส่วนหนึ่งมาจากกฎระเบียบกำกับการเงินของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) โดยรอยเตอร์สรายงานว่า กฎของอีซีในปัจจุบัน ระบุว่าการใช้จ่ายเงินไปกับการพัฒนาซอฟต์แวร์และฟินเทคของแบงก์ถือเป็น "ต้นทุน" มากกว่าจะเป็น "การลงทุน" ทำให้แบงก์และสถาบันการเงินต้องแบ่งเงินอีกส่วนมาเป็นค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ในสัดส่วนที่เทียบเท่ากับเงินทุนของแบงก์ แยกจากเงินที่นำไปใช้ลงทุนทั่วไป
อย่างไรก็ดี รอยเตอร์สรายงานว่า อีซีกำลังพิจารณาปรับแก้กฎดังกล่าว หากมีการแก้ไขแล้ว วิม มิจส์ ประธานสภาธนาคารยุโรป เปิดเผยว่า จะช่วยปลดล็อกเงินลงทุนพัฒนาฟินเทคให้แบงก์ยุโรปได้กว่า 2 หมื่นล้านยูโร (ราว 7.83 แสนล้านบาท) ต่อปี ขณะที่บริษัทวิจัย เซเลนท์ คาดการณ์ว่า แบงก์ยุโรปจะเดินหน้าลงทุนฟินเทค มากขึ้น ไปอยู่ที่กว่า 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.35 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2017
สำหรับ "สหรัฐ" นั้น ในช่วงที่ ผ่านมา การนำฟินเทคมาปรับใช้ในธุรกิจธนาคารยังเกิดขึ้นล่าช้ากว่าการปรากฏตัวของสตาร์ทอัพฟินเทค โดยรายงานของบริษัทวิจัย เคอร์เรนซีคลาวด์ ระบุว่า แบงก์และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมในสหรัฐยังคงตามหลังบริษัท ฟินเทคอยู่ในเรื่องของความรวดเร็วด้านบริการหลายด้าน เช่น การปล่อยเงินกู้ การรับชำระเงินออนไลน์ หรือบริการผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ บรรดาแบงก์สหรัฐ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการลูกค้ารายย่อย ซึ่งเสียลูกค้าไปให้กับสตาร์ทอัพฟินเทคในช่วงที่ผ่านมา จึงเตรียมเร่งลงทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยผลการศึกษาจากบริษัทวิจัย ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ คาดการณ์ว่า บรรดาแบงก์และสถาบันการเงินสหรัฐจะลงทุน 2.02 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.7 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2017-2020 ไปกับการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการฟินเทคต่างๆ
"ขณะนี้มีธนาคารเพียง ไม่กี่แห่งที่ไม่ได้ลงทุนด้านฟินเทค และมีน้อยรายมากที่ไม่มีแผนกลยุทธ์ไปสู่ยุคดิจิทัล ขณะที่สถาบันการเงินรายใหญ่ๆ แบ่งงบไว้กว่า 40% เพื่อใช้ลงทุนด้านไอทีและการเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ" เจอร์รี ซิลวา ผู้อำนวยการฝ่ายธนาคารรายย่อยของไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ กล่าว
ด้านสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐเริ่มมีความเคลื่อนไหวชัดเจนขึ้นในการนำฟินเทคมาใช้ โดยล่าสุด เจพี มอร์แกน แชส แอนด์ โค ประกาศเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่บนสมาร์ทโฟน ชื่อ "ฟินน์ บาย เชส" ซึ่งช่วยให้ลูกค้าธนาคารสามารถทำธุรกรรมการเงินหลายอย่างบนสมาร์ทโฟน โดยทางธนาคารระบุว่า แอพพลิเคชั่นใหม่ ดังกล่าวจะช่วยดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ได้มากขึ้น และปกป้องส่วนแบ่งตลาด ของบริษัทเอาไว้จากบริษัทฟินเทค
การอ้าแขนยอมรับฟินเทคจึงเป็นหนึ่งในทางออกของแบงก์และสถาบันการเงินแบบเดิมในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และแสวงหาแนวทางสร้างรายได้ใหม่ๆ ท่ามกลางความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการเงินที่กำลังขยับเข้าไปสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นทุกที







