
หวัง วนาไพรสณฑ์ ซีอีโอแอ็พพลาย ดีบี
หวัง วนาไพรสณฑ์ วัย 66 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ็พพลาย ดีบี
หวัง วนาไพรสณฑ์ วัย 66 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ็พพลาย ดีบี (ADB) ที่บริษัทได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้กระจายหุ้นและนำหุ้นเข้าจดทะเบียนแล้ว โดยจะมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อาร์เอชบี เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งจะมีการเซ็นแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น (อันเดอร์ไรต์) ในสัปดาห์หน้านี้ และคาดว่าจะขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้า mai เดือน พ.ย. 2560ADB เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ และผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว สำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรมและครัวเรือนที่ก่อตัั้งโดยหวังและผู้ร่วมทุนชาวไทยหวังถือหุ้น ADB 29.55% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 210 ล้านบาท ภายหลังการขายหุ้นจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเขาลดลงเหลือ 20.69% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 300 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นจะเป็นกลุ่มครอบครัววงษ์เจริญสิน ผู้ประกอบการบริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป ผู้ผลิตร้องเท้าและสินค้าอุปโภคบริโภค ครอบครัววงศ์ตั้งตระกูล กลุ่มโชวา โกลบอล กลุ่มพนักงานบริษัท และสง่า ตันติอมรพงษ์
ครอบครัวของเขาตั้งรกรากในเมืองไทยมานานนับ 30 ปี ตั้งแต่ส่งสินค้าผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกผ่านตัวแทนจำหน่ายมาขายในไทยและเข้ามาดูลู่ทางทำธุรกิจ โดยเข้ามาตั้งแต่ปี 2523 จากนั้นปี 2528 เข้ามาเริ่มต้นกิจการในชื่อเริ่มต้นว่า บริษัท แอ็พพลาย ดีบี อินดัสเตรียล โดยร่วมทุนกับคนไทยตามที่เขียนไว้ข้างต้น
ต่อมาบริษัทมีการรวมกิจการเมื่อปี 2548 และมีโรงงานดีบี เคมิคัล โรงที่ 1 ปี 2549 มีโรงงานที่ 2 แอ็พพลาย เคมิคัล โดยบริษัทวางแผนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเป็นระยะทุก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2553 ยอดขายมาจากธุรกิจกาวและพีวีซี 800 กว่าล้านบาท จากนั้นมีโรงงานที่ 3 ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับเป็น 1,200-1,400 ล้านบาท
ปี 2553 บริษัทมีครบ 3 โรงงานจึงเพิ่มทุนจาก 150 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท ต่อมาปี 2554 บริษัทเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม ปี 2555 บริษัทเพิ่มทุนจาก 200 ล้านบาท เป็น 210 ล้านบาท ได้ผู้ร่วมทุนใหม่เข้ามาคือโชวา โกลบอล จึงผลิตพีวีซี คอมปาวด์ เมดิคัล ป้อนญี่ปุ่น
ปี 2556 บริษัทมีแนวคิดจะเข้าจดทะเบียนใน mai จึงเตรียมตัวตั้งแต่นั้นมา ปี 2557 ได้ซื้อที่ดินนอกนิคมอุตสาหกรรมบางปูเพื่อตั้งโรงงานแห่งที่ 4 ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน เม.ย.ปีหน้า เพื่อจัดทำวัตถุดิบผลิตซิลิโคนที่ใช้ในงานก่อสร้าง จากเดิมที่ต้องนำเข้า โดยคาดว่าจะเริ่มเดือนเครื่องผลิตได้ในไตรมาส 4 ปีหน้า และคาดว่าจะผลิตได้เต็มกำลังการผลิตปี 2563
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) กว่า 3 เท่า คาดว่าจะลดลงเหลือ 1.3-1.5 เท่า ภายหลังการระดมทุนแล้วเสร็จเพราะเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปซื้ิอเครื่องจักรและคืนเงินกู้ โดย 3 ปีที่ผ่านมากำไรเติบโตตามลำดับ จาก 26 ล้านบาท ปี 2557 เป็น 34 ล้านบาท ปี 2558 และ 76 ล้านบาท ปี 2559
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้กำไรจะลดลง 90% เนื่องมาจากครึ่งแรกปีนี้กำไรลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท แต่คาดว่าจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง เนื่องมาจากประสบปัญหาจีนปิดโรงงานพีวีซีคอมปาวด์ ทำให้วัตถุดิบขาดแคลนทำให้สถานการณ์ผิดไปจากที่คิด แต่เชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า และปีนี้ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทแล้ว และเชื่อว่าผลการดำเนินงานยังสามารถทำกำไรได้







