
วางแผนประกันสังคม เมื่อยามเกษียณ
ในที่สุดก็ประกาศมาจนได้กับการเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
โดย สาธิต
ในที่สุดก็ประกาศมาจนได้กับการเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จากเพดานเดิมที่เก็บอยู่ที่อัตรา 5% ของเงินเดือน โดยมีเพดานเงินเดือนอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท (หมายถึงถ้าเงินเดือนน้อยกว่า 1.5 หมื่นบาท ก็คิด 5% ของเงินเดือนนั้น แต่ถ้าเงินเดือนสูงกว่า 1.5 หมื่นบาท ก็คิดแค่ 5% ของ 1.5 หมื่นบาท เท่ากับ 750 บาท/เดือน หรือ เท่ากับ 9,000 บาท/ปี) มาเพิ่มเพดานใหม่เป็นอยู่ที่เงินเดือน 2 หมื่นบาท ดังนั้นคนที่ฐานเงินเดือนสูงกว่า 1.5 หมื่นบาท ก็จะถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นแต่สูงสุดไม่เกิน 5% ของ 2 หมื่นบาท หรือเท่ากับ 1,000 บาท
สรุปก็คือ อัตราเงินสมทบ 5% เท่าเดิมแต่เพิ่มฐานเพดานเงินเดือนจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 2 หมื่นบาท แม้ว่าตอนหลังท่านนายกฯ จะออกมาปฏิเสธว่ายังแค่หารือ ไม่ได้มีการเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มอย่างที่เป็นข่าวก็ตาม งั้นเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อน มาดูดีกว่าว่าแล้ววันที่เราเกษียณอายุออกจากสมาชิกประกันสังคมเราจะได้อะไรบ้าง
ใน 5% ที่เราถูกหักเงินเดือนทุกเดือนนั้น จะแบ่ง 3% ของเงินเดือน (เพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณสูงสุด 1.5 หมื่นบาท เท่ากับเราถูกหักเงินเพื่อเป็นทุนยามชราภาพสูงสุดเดือนละ 450 บาท) เพื่อเป็นกองทุนชราภาพที่เราจะไว้ใช้หลังเกษียณ โดยเราจะได้รับสิทธิประโยชน์กองทุนชราภาพต่อเมื่อเราอายุครบตั้งแต่ 55 ปีบริบูรณ์และออกจากสมาชิกกองทุนประกันสังคมเท่านั้น โดยสิทธิประโยชน์ที่เราจะได้รับจะมี 2 รูปแบบครับ คือ บำเหน็จชราภาพ คือรับก้อนเดียวแล้วจบ กับบำนาญชราภาพ คือ รับนานๆ เป็นงวดๆ จะได้รับแบบไหน เราไม่มีสิทธิเลือกครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจ่ายเงินสมทบในกองทุนประกันสังคมมานานแค่ไหน
o ถ้าเราจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน เราจะได้บำเหน็จชราภาพ จำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่จำนวนเงินที่เราจ่ายเป็นเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ สรุปคือได้แค่เงินสมทบเราคืน ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรทั้งสิ้น
o ถ้าเราจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ครบ 180 เดือน (เท่ากับ 15 ปี) เราจะได้เงินบำเหน็จชราภาพ จำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่เราและนายจ้างจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด สรุปก็คือ ถ้าเราจ่ายเงินสมทบครบ 1 ปีขึ้นไป เราจะได้เงินสมทบที่เรากับนายจ้างจ่ายพร้อมผลตอบแทนของเงิน ดังนั้นยังไงๆ ก็เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมอย่างน้อยก็ครบ 1 ปีนะ ไม่งั้นเสียสิทธิประโยชน์ไปเยอะ
o ถ้าเราจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน เราจะได้บำนาญชราภาพเป็นรายเดือนใน อัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และถ้าเรามีการจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน เราก็จะได้อัตราบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือนไปจนเสียชีวิต
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำงานได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 2.5 หมื่นบาทมาตลอด และส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาแล้ว 20 ปี และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เราก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพตามนี้ครับ
15 ปี (แรก) ได้อัตราเงินบำนาญ 20% บวกกับ 5 ปี (หลัง) ได้อัตราเงินบำนาญ (1.5% (ปรับเพิ่ม)x5 ปี )=7.5% รวมอัตราเงินบำนาญ 20 ปี=20%+7.5%=27.5%เราก็จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน=27.5% ของ 1.5 หมื่นบาท =4,125 บาท/เดือนจนตลอดชีวิต
หมายเหตุ : ที่ใช้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เพราะประกันสังคมกำหนดเพดานเงินเดือนสูงสุดที่ใช้คำนวณที่ 1.5 หมื่นบาทครับ ตรงนี้แหละที่ถ้าเพดานเงินเดือนใหม่เป็น 2 หมื่นบาทจริงตามข่าว เผลอๆ กองทุนประกันสังคมต้องจ่ายเงินบำนาญเพิ่มขึ้น โดยคนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ คนที่อีก 5 ปีอายุ 55 หรือ อีก 5 ปีเกษียณ (ต้องอายุเกษียณมากกว่า 55) เพราะฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้ายจะเป็น 2 หมื่นบาท แต่ฐานเงินเดือนที่จ่ายประกันสังคมมาตลอดชีวิต คือ 1.5 หมื่น บาท)
แต่ถ้าเกิดผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคมก็จะจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่เขาได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายแก่ทายาทของเขาครับ
ตัวอย่าง เช่น กรณีข้างบน ถ้าผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 5 ปี ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน = 4,125 บาทx10 เท่า = 41,250 บาทครับ หลายคนอาจไม่พอใจตรงจุดนี้ เพราะมองเหมือนเงินออมเราในประกันสังคมหายไป แต่จริงๆ แล้วประกันสังคมคือ การบริหารความเสี่ยง ถ้าเราอายุยืน เงินบำนาญที่ได้จะมากกว่าเงินสมทบที่จ่ายสะสมมาก ถ้าเราอายุสั้น เงินที่เราได้รับก็จะน้อย เปรียบเหมือนการบริหารความเสี่ยงสำหรับช่วยเหลือเรามีอายุยาวเกินควรนั่นเองครับ







