
อยากเกิดมาเจอพระองค์ในทุกชาติไป
ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้สรุปยอดรวมของประชาชนที่เข้าไปร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 26 ต.ค. ว่า มีประชาชนที่เข้าไปในพื้นที่ท้องสนามหลวงมากถึง 157,778 คน
ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้สรุปยอดรวมของประชาชนที่เข้าไปร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 26 ต.ค. ว่า มีประชาชนที่เข้าไปในพื้นที่ท้องสนามหลวงมากถึง 157,778 คน
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัย ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพมหานครอย่างไม่ขาดสาย หลายคนได้ตั้งจิตอธิษฐานและบอกความรู้สึกที่มีต่อสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทับทิม ตอนศรี อายุ 49 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี เปิดเผยความรู้สึกหลังจากได้เห็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่านไปตรงหน้าว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสมาอยู่ใกล้เช่นนี้ เป็นการเฝ้ารอเห็นพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
"ที่ผ่านมาได้เดินทางมากราบพระบรมศพหลายครั้ง เรียกว่านับครั้งไม่ถ้วน พอมาถึงวันนี้เมื่อได้เห็นริ้วขบวน น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ไม่อยากอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้จึงร้องไห้ออกมาเต็มที่เลย ยิ่งเมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอพระองค์อีกแล้ว ยิ่งเกิดความรู้สึกปลื้มใจและเสียใจเหลือเกินปะปนกัน ซึ่งต่อจากวันนี้จะอยู่จนกว่าเสร็จสิ้นพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง จึงจะเดินทางกลับบ้าน" ทับทิม กล่าวพร้อมกับร้องไห้
วันดี วิภาตนาวิน อายุ 65 ปี แม่ค้าจาก จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ยอมรับว่ายังอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ เพราะในหัวใจอยากให้พ่ออยู่กับเราไปนานๆ จึงไม่อยากให้วันนี้มาถึง ทว่าการจัดพิธีถือว่าสมพระเกียรติมาก เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ บรรยากาศนั้นยิ่งใหญ่ และแปลกเมื่อริ้วขบวนมาถึงท้องสนามหลวงได้มีเมฆบดบังแสงอาทิตย์ อากาศไม่ร้อนและฝนก็ไม่ตกลงมาระหว่างที่มีพิธีด้วย
เธอเล่าพร้อมกับชี้นิ้วไปรอบกายว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ร้องไห้กันหมด ทำให้บรรยากาศมีทั้งเศร้าเสียใจและปลาบปลื้ม ซึ่งภาพความทรงจำในวันนี้จะตราตรึงใจไปตลอดชีวิต ส่วนตัวได้เคยมากราบพระบรมศพแล้วจำนวน 9 ครั้ง ดังนั้นงานในวันนี้จะนำไปบอกเล่าสู่ลูกหลาน บอกประชาชนที่ไม่ได้มาว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งบอกเล่าถึงคำสอนของพ่อที่ให้ปฏิบัติตัวเป็นคนดี เพราะทุกวันนี้ก็ทำดีเพื่อพ่อมาโดยตลอด
ฉัตตริน รุ่งเลิศธนกิจ หนุ่มจิตอาสาซึ่งถือวิทยุเดินอยู่บริเวณโดยรอบด้านสนามม้านางเลิ้ง คอยสื่อสารกรณีที่ประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีต้องการความช่วยเหลือทั้งในด้านการบอกกล่าวเส้นทาง สิ่งที่เขาอยากอธิษฐานไปถึงพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นสิ่งที่ ฉัตตริน บอกเล่าทั้งน้ำตาว่า ไม่ขออะไรมาก แต่จิตตั้งมั่นและอธิษฐานว่าขอให้เกิดมาเจอพระองค์ในทุกๆ ชาติไป
"พอคิดว่าเราคงไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ใดที่จะทรงงานหนักแบบนี้อีกแล้ว มันก็ใจหาย ยิ่งนึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้สร้างและดูแลประชาชนคนไทยมาตลอดเวลา พอผมคิดเช่นนี้ในทุกๆ ครั้ง น้ำตาก็ไหลออกมาทุกครั้ง สิ่งที่ผมขอและอธิษฐานให้เป็นจริง คือผมอยากจะเกิดมาเจอกับพระองค์ในทุกชาติไป" ฉัตตริน เล่าทั้งน้ำตา
ไม่ต่างจาก ลักษณา รุ่งเรือง ในวัย 73 ปี ที่พาตัวเองมายังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ด้วยจิตตั้งมั่นว่าถึงแม้ร่างกายจะไม่อำนวยมากนัก แต่ก็ต้องมาถวายดอกไม้จันทน์ให้ได้ เพราะอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ได้ระลึกถึงพระองค์
"สิ่งที่อยากบอกพระองค์ท่านคือให้ท่านไปอยู่บนสวรรค์ และให้มองลงมาเห็นลูกๆ คนไทยทุกคน ขอให้ท่านช่วยเหลือประเทศเราจากข้างบนนั้น ขอให้ดลบันดาลให้พวกเรารักใคร่กัน อย่าได้ทะเลาะกัน และร่วมกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญอย่างที่พระองค์ท่านทรงปรารถนา" ลักษณา บอกเล่าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ครอบครัว "ไชยวงศ์" สามคนพ่อแม่ลูกที่เดินทางมาจาก จ.ลำพูน โดยลูกสาวเข็นรถเข็นให้พ่อที่ชราภาพนั่ง ขณะที่ผู้เป็นแม่ก็คอยเดินตามและกางร่มกันแดดที่ร้อนระอุ ต่อแถวของประชาชนเพื่อรอเข้าไปถวายดอกไม้จันทน์ ขณะที่ผู้เป็นแม่คือ อำนวยพร ไชยวงศ์ บอกเล่าว่า ขอให้พระองค์ไปอยู่ยังสรวงสวรรค์
เช่นเดียวกับ ด.ต.ไพบูลย์ เวษาสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.จร. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่บริเวณแยกสนามม้านางเลิ้ง เล่าว่า ได้ตั้งจิตอธิษฐานให้พระองค์กลับไปยังสรวงสวรรค์ กลับไปยังที่ที่ส่งพระองค์มาดูแลพสกนิกรชาวไทย
"ในฐานะที่เป็นข้าราชการปฏิบัติงานรับใช้พระองค์ท่านมา 25 ปี ถือเป็นเรื่องปลาบปลื้มดีใจ แม้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ใหญ่โต หรือถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากนัก แต่ก็ได้ใช้กำลังที่มีอยู่ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย เมื่อคิดว่ากำลังรับใช้พระองค์ท่าน และงานที่ทำอยู่นั้นถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทย หากเป็นไปได้ อยากรับใช้พระองค์ท่านตลอดไป" ด.ต.ไพบูลย์ กล่าว
บรรจง นิยตรุษ เจ้าหน้าที่พยาบาลจากโรงพยาบาลสงฆ์ บอกว่า หลังจากถวายดอกไม้จันทน์แล้ว ได้อธิษฐานให้พระองค์เสด็จกลับไปสู่สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และขอให้พระองค์ดลบันดาลให้ประเทศไทยสงบร่มเย็นตลอดไป
ขณะที่่บรรยากาศท่ี่โรงพยาบาลศิริราชที่ใช้เป็นซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ มีประชาชนเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่นตั้งแต่เปิดให้ถวายดอกไม้จันทน์ เวลา 09.00 น. จนหางแถวยาวสะสมวนรอบบริเวณโรงพยาบาล
ป้าฟองแก้ว อายุ 75 ปี กล่าวว่า บ้านอยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 เลือกเดินทางมาถวายดอกไม้จันทน์ที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะทั้งใกล้บ้านและคุ้นเคยกับที่นี่ ช่วงที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็เคยรับเสด็จพระองค์ แม้สุขภาพจะไม่แข็งแรงก็ตั้งใจจะมาทำเพื่อพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายให้ได้
"ตอนถวายดอกไม้จันทน์ก็รู้สึกโหวงๆ ตื้นตัน ก่อนหน้านี้ช่วงที่ท่านยังอยู่ก็พอจะทำใจได้ แต่ต่อไปนี้ไม่มีพระองค์แล้วไม่รู้จะเป็นอย่างไร ก็คงจะเหงา เคว้งคว้างไม่อยากให้ถึงวันนี้ อยากให้พระองค์อยู่นานกว่านี้" พสกนิกรสูงวัยรายนี้กล่าว
สำหรับกําหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระปร มินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 27 ต.ค. เริ่มเวลา 08.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มายังพระที่นั่งทรงธรรม เสด็จฯ ขึ้นพระเมรุมาศ ทรงเก็บพระบรมอัฐิ สรงพระสุคนธ์แล้วประมวลลงในพระโกศทองคําลงยารวม 6 พระโกศ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรี รางคารเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมอัฐิ เสด็จพระราชดําเนินกลับ







