
ธปท.ปรับโครงสร้าง หนุนส่งออกใช้เงินหยวน
...ทีมข่าวการเงิน
แม้ใกล้จะเกษียณอายุจากเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่ ธาริษา วัฒนเกส ก็ยังทำงานจนนาทีสุดท้าย
ล่าสุดผู้ว่าการ ธปท. ลงนามความร่วมมือกับธนาคารกลางประเทศจีน เพื่อจัดตั้งสำนักงานตัวแทน ธปท. ณ กรุงปักกิ่งขึ้น
ถือเป็นสาขาตัวแทนแห่งที่ 3 ของ ธปท. เพิ่มเติมจากสำนักงานที่นครนิวยอร์ก สหรัฐ และสำนักงานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หวังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศในภูมิภาคให้มากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดตามภาวะเศรษฐกิจการเงิน การดำเนินนโยบาย และมาตรการอื่นๆ ด้านการเงินและการคลัง ตลอดจนประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูล จะได้ส่งเสริมการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศมากขึ้นด้วย
“
สาเหตุที่เลือกตั้งสำนักงานตัวแทน ธปท. ที่กรุงปักกิ่ง เนื่องจากมองว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความสำคัญ ถือเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ขณะเดียวกันจีนเป็นประเทศที่มีความสำคัญของไทยมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะในภูมิภาคนี้เราส่งออกไปจีนมากที่สุด มีสัดส่วนถึง 11% การมีความร่วมมือที่ดีน่าจะช่วยในการปรับตัวรองรับการเติบโตของภูมิภาคในระยะต่อไปด้วย” ธาริษา กล่าวอย่างไรก็ตาม ผลพลอยได้ของโครงการนี้ คือ การผลักดันให้ผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าของไทย ใช้เงินสกุลหยวนของจีนมาชำระค่าสินค้าให้มากขึ้น
เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นผู้ส่งออกไทยใช้เงินหยวนในการชำระค่าสินค้ามากขึ้น เช่นเดียวกันกับสถาบันการเงินไทยได้เริ่มเข้ามาให้บริการป็นตัวกลางรับชำระธุรกรรมเงินหยวนเพิ่มบ้างแล้ว อาทิ ธนาคารกลางจีน สาขากรุงเทพฯ ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย
แม้ตอนนี้ปริมาณธุรกรรมยังมีไม่มากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่คุ้นเคย และการให้บริการประเภทนี้ยังไม่สะดวกนัก จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธุรกรรมปกติ แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปหากมีการทำธุรกรรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในการทำธุรกรรมชำระสินค้าเป็นเงินหยวนน่าจะลดลง
“
เราต้องประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ด้านต้นทุนกับผู้ประกอบการ” ธาริษา กล่าวปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะชำระค่าสินค้าด้วยการนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ แล้วนำเงินเหรียญสหรัฐไปแลกเป็นเงินหยวน ซึ่งเสี่ยงกับการขาดทุนค่าเงินได้ เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้ค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะเงินเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าผู้ส่งออกและนำเข้าของไทยมีการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสกุลท้องถิ่นที่ค้าขายกันโดยตรง น่าจะช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงการขาดทุนจากค่าเงินได้ดีขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของจีนมีผลต่อเนื่องไปถึงโลกและประเทศในภูมิภาคด้วย โดยคาดว่าจีนก็มีแผนที่จะค่อยๆ ผลักดันให้หยวนเป็นเงินสกุลหลัก หรือให้มีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ด้วยการเปิดให้บางมณฑลและบางบริษัทมีการซื้อขายเป็นเงินหยวนในท้องถิ่นได้มากขึ้น จากเดิมเปิดให้ทำได้ 4 เมือง กับ 300400 บริษัท และปัจจุบันได้ขยายขอบเขตมากขึ้นเป็น 20 เมือง และเพิ่มจำนวนบริษัทมากขึ้น
“คิดว่าการผลักดันเงินหยวนเป็นสกุลหลักของเศรษฐกิจโลกนั้น คงต้องใช้เวลาสักระยะ เนื่องจากมีข้อจำกัด จากการนำเงินเข้าและออกเงินอย่างเสรีอยู่” ผู้ว่าการธปท.กล่าวโพสต์ทูเดย์ ธปท.แจงเงินทุนไหลเข้า ไม่ได้มาจากดอกเบี้ยไทยสูง แต่เป็นไปตามความเชื่อมั่นนักลงทุนที่มองเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพแข็งกแกร่งขึ้น การใช้เงินหยวนซื้อขายโดยตรงยังลดปัญหาที่ผู้ส่งออกร้องกันมากเรื่องเงินบาทแข็ง ที่ยังคงเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต
ล่าสุดค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.5430.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ธาริษา กล่าวว่า ภาวะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยมาจากปัจจัยหลายอย่าง หลักๆ จากการที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเห็นศักยภาพของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
“
ไม่ว่าดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำเงินทุนต่าง ชาติก็เข้ามาอยู่แล้ว อีกอย่างเศรษฐกิจไทยค้าขายเก่ง มีการเกินดุลการค้าเงินตราต่างประเทศก็เข้ามาอยู่แล้วด้วย” ธาริษา กล่าวส่วนการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลเงินเฟ้อเป็นพิเศษ แต่เป็นการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะถึงเงินเฟ้อขณะนี้จะต่ำ และปีนี้คงไม่เกินเป้าหมายที่คาดไว้ แต่ในปีหน้าเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐานที่ธปท.ต้องดูแลให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 0.53% ซึ่งมีโอกาสสูงเกินเป้าในปีหน้า ตามทิศทางของเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น สอดคล้องกับการบริโภคของประชาชน การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้น
ดังนั้น ธปท.จึงจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น เพื่อให้มีผลในระยะข้างหน้าอย่างน้อย 4 ไตรมาส ป้องกันการใช้ยาหม้อใหญ่ที่อาจจะดูแลไม่ทันถ้าปล่อยให้เงินเฟ้อสูง
นอกจากนั้น ธปท.ไม่เชื่อว่าจะมีประเทศไหนบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงต่ำกว่าความเป็นจริงของพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการแข่งขันทางการค้าการส่งออกที่ดีขึ้นจากการอ่อนค่าของเงิน แล้วทำให้มีรายได้ในรูปสกุลท้องถิ่นนั้นๆกลับเข้าประเทศเพิ่มขึ้น หรือขายสินค้าส่งออกได้ดีขึ้นเพราะราคาสินค้าถูกกว่าประเทศอื่น







