
ครึ่งทาง
แทบไม่น่าเชื่อว่า สีจิ้นผิงเดินทางมาในตำแหน่งผู้นำเบ็ดเสร็จของจีนได้ครึ่งทางแล้ว
โดย อรุณ จิรชวาลา
แทบไม่น่าเชื่อว่า สีจิ้นผิงเดินทางมาในตำแหน่งผู้นำเบ็ดเสร็จของจีนได้ครึ่งทางแล้ว เพราะเขาได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 เมื่อ 5 ปีก่อน ส่วนครั้งที่ 19 ก็เพิ่งจะเสร็จไปเมื่อวันอังคารที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมานี้
เอง และหากไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย อีก 5 ปีข้างหน้า ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 20 ก็จะมีการแต่งตั้งผู้นำเบ็ดเสร็จคนใหม่มาแทน
ส่วนตัวผมมีความรู้สึกคล้ายกับว่าสีจิ้นผิงเพิ่งรับตำแหน่ง เพราะงานที่เขาริเริ่มทำหรือประกาศจะทำให้สำเร็จหลายเรื่องยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ภารกิจจะยังไม่เสร็จสิ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า เช่น การทำให้สินค้าจีนมีคุณภาพทัดเทียมแบรนด์เนมชั้นนำ การทำให้คนจีนมีคุณภาพทัดเทียมอารยประเทศ การทำให้จีนเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการทำให้เงินหยวนเป็นที่ยอมรับไม่แพ้เงินดอลลาร์สหรัฐ
การประชุมใหญ่ครั้งที่ 19 จัดที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เริ่มเมื่อวันที่ 18 ต.ค. และใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็ม มีผู้เข้าร่วมประชุม 2,287 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐบาล กองทัพ ภาคธุรกิจ จากระดับมณฑล และองค์กรชาวบ้าน คนเหล่านี้เป็นผู้แทนของสมาชิกพรรคทั้งหมด 89 ล้านคน
สุนทรพจน์ของสีจิ้นผิงในวันเปิดประชุมใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง เขาพูดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน ดังนี้
หนึ่ง ประเทศจีนจะเจริญรุ่งเรืองต่อไป และจะมีจุดยืนที่สำคัญบนเวทีโลก โดยเขาจะเป็นผู้นำจีนก้าวไปสู่ระบบสังคมนิยมยุคใหม่ มีคนนับคำว่ายุคใหม่ ปรากฏว่าเขากล่าวคำนี้ถึง 36 ครั้ง
สอง เขาเน้นย้ำความสำคัญของการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งหากจีนทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ปล่อยให้เป็นโรคร้ายเกาะกินสังคมต่อไป โอกาสที่จะพัฒนาไปได้ไกลและยั่งยืนก็เป็นไปได้ยาก ตลอด 5 ปีแรกของการเป็นผู้นำประเทศ เขาได้จัดการกับข้าราชการทุจริตไปแล้วกว่า 1 ล้านคน ซึ่งรวม เจ้าหน้าที่ระดับสูงภายในพรรคด้วย
สาม จีนจะไม่อดทนต่อการแบ่งแยกดินแดน ที่ผ่านมานโยบายรัฐบาล ก็ไม่เคยยอมรับการแบ่งแยกดินแดนอยู่แล้ว แต่ภายใต้การนำของเขา ท่าทีของจีนยิ่งแข็งกร้าวมากขึ้น มีพื้นที่ที่เป็นหนามยอกอกจีนอยู่หลายแห่ง เช่น ทิเบต ซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งแต่ละแห่งก็มีประวัติความเป็นมาและพื้นฐานของปัญหาแตกต่างกัน แต่เขาก็พร้อมจะชักธงรบในทุกที่ และพร้อมจะตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กับทุกการกระทำที่ถือว่า นอกลู่นอกทาง
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 เรื่องหลักที่เขาพูดถึง เขาสามารถขับเคลื่อนได้ตลอดช่วงเวลาที่เขายังเป็นผู้นำ หลังจากนั้นภารกิจก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้น จะเป็นอย่างไรคงขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำคนต่อๆ ไป และความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายของเขาว่าจะมีมากน้อยเพียงไร
มาถึงจุดนี้ ผมอยากพูดถึงระบบผู้นำของจีนตามความเข้าใจของผม ดังนี้
เรื่องแรก ผู้นำของจีนมีลักษณะความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จ คืออยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ พร้อมกับการเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวในประเทศ และเป็นประธานคณะกรรมการของกองทัพ มีอำนาจสิทธิขาดในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรทุกตำแหน่งในกองทัพ
การใช้ระบบผู้นำเบ็ดเสร็จมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ หากได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และตรงไปตรงมา ประเทศชาติก็จะสามารถรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หากนำพาประเทศชาติไปผิดทาง หรือพยายามสืบทอดอำนาจ ก็อาจเกิดผลเสียที่แก้ไขได้ยากตามมา
อาจด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศ มีระบบถ่วงดุลอำนาจ ผู้นำไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และไม่สามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ แม้แต่ประเทศอย่างสิงคโปร์ ซึ่งดูผิวเผินเหมือนผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ลองเดินผิดทาง ผู้นำก็เสื่อมความนิยมได้ และพรรครัฐบาล ก็อาจแพ้การเลือกตั้งได้
เรื่องที่สอง จีนพยายามกำจัดจุดอ่อนของระบบผู้นำเบ็ดเสร็จ ด้วยการป้องกันไม่ให้อยู่ในอำนาจนานเกินไป รวมทั้งป้องกันการสืบทอดอำนาจด้วย โดยทั่วไปผู้นำแต่ละคนจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 10 ปี หลังจากนั้นต้องก้าวลงจากตำแหน่ง และส่งมอบอำนาจให้กับผู้นำคนต่อไป โอกาสที่จะแต่งตั้งลูกหลานหรือญาติสนิทเป็นว่าที่ผู้นำแทบมองไม่เห็น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอไล่เรียงจากตัวอย่างของสีจิ้นผิงเอง กล่าวคือ ในปี 2007 ในช่วงกลางสมัยของผู้นำเบ็ดเสร็จคนก่อนคือ หูจิ่นเทา มีการแต่งตั้งสีจิ้นผิงกับหลี่เค่อเฉียงเป็นสมาชิกโปลิตบูโรถาวร คณะกรรมการชุดนี้มีได้ 5-9 คน ปัจจุบันมี 7 คน เป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ เพราะทำหน้าที่แทนโปลิต บูโรชุดใหญ่ที่มี 25 คน คณะกรรมการกลางของพรรคที่มี 200 คน และที่ประชุมใหญ่ของพรรคที่มีตัวแทนมาร่วมกว่า 2,000 คน ในระหว่างที่ชุดต่างๆ เหล่านี้ไม่อยู่ในสมัยประชุม
สีจิ้นผิงกับหลี่เค่อเฉียงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่มีอิทธิพลภายในพรรคคนละกลุ่ม แต่ต่างมีอายุน้อย คือเกิดหลังปี 1950 ทำให้เป็นคู่แข่งในตำแหน่งว่าที่ผู้นำสำหรับปี 2012 ปรากฏว่าในเวลาต่อมา สีจิ้นผิงได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางมากกว่า จึงได้เป็นผู้นำเบ็ดเสร็จในปี 2012 ส่วนหลี่เค่อเฉียงได้เป็นนายกรัฐมนตรี
สำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งนี้ โปลิตบูโรถาวรที่เหลืออีก 5 คน ต่างเกิดก่อนปี 1950 ทำให้มีอายุเกิน 67 ปี ซึ่งโดยประเพณีจะต้องเกษียณอายุ ให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญคนอื่นๆ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน
และก็โดยประเพณีอีกเช่นกัน ที่ในหมู่โปลิตบูโรถาวรที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะมีผู้ที่มีอายุน้อย คือเกิดหลังปี 1960 ซึ่งจะทำให้มีอายุไม่เกิน 67 ปีในอีก 10 ปีข้างหน้าร่วมอยู่ด้วย ซึ่งหากมีมากกว่า 1 คน ก็จะอยู่ในฐานะคู่แข่งในตำแหน่งว่าที่ผู้นำแทนสีจิ้นผิงในอีก 5 ปีข้างหน้า
พึงสังเกตว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ มักจะไม่มีอำนาจเต็มในช่วง 5 ปีแรกของการดำรงตำแหน่ง เพราะตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน โปลิตบูโรถาวร มักจะมาจากการสนับสนุนหรือผลักดันของกลุ่มอิทธิพลอื่น เช่น จากผู้นำคนเดิม จากผู้อาวุโสภายในพรรค หรือจากการรวมตัวกันเป็นมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ เป็นต้น
แต่หลังจากได้เป็นผู้นำเบ็ดเสร็จแล้ว มีโอกาสสนับสนุนคนสนิทของตัวเองให้ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ แล้วในช่วง 5 ปีสุดท้าย ผู้นำเบ็ดเสร็จก็จะมีอำนาจมากขึ้น
และที่สำคัญ หลังจากตัวเองก้าวลงจากหลังเสือ ก็จะยังมีคนในตำแหน่งสำคัญ และในโปลิตบูโรถาวร ที่ตัวเองมีส่วนในการสนับสนุนขึ้นมา คอยช่วยปกป้องประวัติและผลงานให้ด้วย
ผมเพิ่งเห็นรายชื่อโปลิตบูโรถาวรชุดใหม่ ปรากฏว่าไม่มีคนอายุน้อยพอที่จะเป็นว่าที่ผู้นำ ทำให้คาดเดากันว่าสีจิ้นผิงจะพยายามอยู่ในอำนาจต่อไปหลังปี 2022 ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพยายามคงความสำคัญของตัวเองไว้ให้ได้นานที่สุด ส่วนจะสำเร็จแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง







