
โครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยน ‘นูทานิกซ์’ ม้ามืดเบียดยักษ์
ไม่ได้เป็นแค่สตาร์ทอัพอีกต่อไปแล้ว สำหรับ นูทานิกซ์ (Nutanix)
โดย ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ไม่ได้เป็นแค่สตาร์ทอัพอีกต่อไปแล้ว สำหรับ นูทานิกซ์ (Nutanix) บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์เพื่อการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyper-converged) และซอฟต์แวร์สำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2552 ที่ตอนนั้นต้องอาศัยเงินจากนักลงทุน 312.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,000 ล้านบาท จนมาวันนี้สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยการระดมทุนแล้วกว่า 230 ล้านดอลลาร์
ซูดีช แนร์ ประธานของนูทานิกซ์ เล่าให้ฟังถึงวิสัยทัศน์ต่างๆ ในงาน .NEXT ของนูทานิกซ์ ที่ประเทศสิงคโปร์ไว้ว่า โลกกำลังอยู่ในยุคที่ไอทีเข้ามามีบทบาทให้ธุรกิจต่างๆ มากขึ้น และในยุคที่ภาคธุรกิจต้องการลดต้นทุนด้วยการดึงเอาคลาวด์มาใช้งานมากขึ้น ดังนั้นปัญหาที่พบในการใช้งานคลาวด์ตอนนี้คือทำงานข้ามแพลตฟอร์มไม่ได้ ซึ่งเป้าหมายของนูทานิกซ์คือการช่วยให้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันสามารถทำงานร่วมกันได้
หากมองจากทิศทางของธุรกิจไอทีในอดีตจะเห็นว่า ปี 2544 กูเกิลเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม และสอนให้เราทำงานผ่านออนไลน์มากขึ้น มาถึงปี 2549 อเมซอนก็เปลี่ยนจากเว็บไซต์ขายของมาเป็นการให้บริการคลาวด์เต็มตัว จากนั้นปี 2550 ยุคของการเกิดไอโฟนที่หล่อหลอมให้เราเปลี่ยนการใช้เครื่องมือใหม่ๆ และปี 2552 จนถึงปัจจุบันถือว่าเป็นโอกาสของการเกิดเทคโนโลยีใหม่ ทั้งไอโอที เอไอ และอีกมากมาย
ด้านนูทานิกซ์เองก็หวังจะเข้ามาเปลี่ยนจากการเป็นฝ่ายสนับสนุน (Support) การทำงานหลังบ้าน มาเป็นพระเอกที่ช่วยจัดการระบบโครงสร้างในศูนย์ข้อมูลแบบเดิมด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ คือ เปลี่ยนการใช้งานคลาวด์แบบเดิมของลูกค้ามาเป็นการทำงานที่ยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้การทำงานหลังบ้านที่ซับซ้อนแบบเดิมมาเป็นการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น
อย่างไรก็ตาม เอดจ์คลาวด์ (Edge Cloud) ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของบริษัทเช่นกัน ด้วยความที่กลุ่มธุรกิจที่จะมาใช้งานเอดจ์คลาวด์นี้ จะเป็นธุรกิจที่ต้องจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก เป็นความลับขั้นสูง และค่าบริการในการส่งต่อข้อมูลมีราคาแพง
ดังนั้น การนำข้อมูลที่มีจำนวนการใช้งานมากกว่า 500 เทราไบต์ มาอัพโหลดไว้บนคลาวด์ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมาเปลี่ยน เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม รวมทั้งเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอีกมากแล้ว ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลยังคงเป็นความลับ ปลอดภัย ประหยัดเวลาการรับส่ง และช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ เพราะในอนาคตเทคโนโลยีต่อไปจะไม่ใช่แค่ M2M (Machines to Machines) แต่จะเป็น M2H (Machines to Human) ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและลงตัว ซึ่งเทคโนโลยีที่โตเร็วมาก ภาคธุรกิจย่อมมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้แข่งขันได้ดีกว่าเดิม การเลือกใช้งานคลาวด์จึงเป็นโอกาสที่ธุรกิจมองหา ด้วยราคาที่ไม่แพงและเข้าถึงง่าย ทำให้คลาวด์กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม และการที่นูทานิกซ์ร่วมมือกับวีเอ็มแวร์จะช่วยให้แข่งขันกับรายใหญ่ในตลาดได้
แม้ว่าโอกาสทางธุรกิจของนูทานิกซ์ในเอเชียยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะเป็นช่วงของการเริ่มต้น แต่ด้วยวิสัยทัศน์ในการเดินหน้าของหลายประเทศให้เป็นสมาร์ทซิตี้ และนโยบายของภาครัฐ จะเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนของภาคธุรกิจ และบริษัทก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เห็นได้จากการเติบโตที่เร็วมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ
แมต ยัง รองประธานอาวุโสและหัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของนูทานิกซ์ กล่าวเสริมว่า บริษัทยังคงเติบโตได้ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบปีต่อปี นับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กระแสเงินสดเพิ่มขึ้น 6% มีลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นโซนี่ แคนนอน มิตซูบิชิ ทรู แมคโดนัลด์ โบอิ้ง เอทีแอนด์ที และโทโคพีเดีย เป็นต้น
สำหรับในแต่ละประเทศจะมีความต่างกันในเรื่องของการใช้งานคลาวด์ แล้วแต่ความต้องการว่าจะใช้ไปในเรื่องใด ซึ่งนูทานิกซ์มั่นใจว่าจะเป็นม้ามืดในรอบ 10 ปี ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะเข้ามาพลิกโฉมการทำงานโครงสร้างแบบเดิม หากเป็นเมื่อ 2 ปีก่อน อาจไม่มีคนสนใจการเก็บข้อมูลบนคลาวด์ แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีการตื่นตัวและรู้สึกอยากเปลี่ยน เพราะเทคโนโลยีเดินหน้าไปเร็วมาก เช่น สายการบิน ที่ต้องสู้กับเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นผู้บริหารต้องรู้ว่าบริษัทต้องการอะไร พาร์ตเนอร์และลูกค้า รวมทั้งมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อที่จะข้ามผ่านการทำงานแบบเดิมเพื่อเป็นโอกาสในการแข่งขันและมองหาตลาดใหม่
นอกจากนี้ ลูกค้าในแต่ละประเทศจะมีรูปแบบการใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ไม่มีโมเดลไหนที่เป็นสูตรสำเร็จ บริษัทมองเรื่องการตอบโจทย์ความต้องการด้านเทคโนโลยีที่ลูกค้าอยากได้ และจะเดินหน้ากลยุทธ์นี้เพื่อช่วยให้ลูกค้าสะดวกในการใช้งานเทคโนโลยีมากที่สุด ซึ่งบริการของนูทานิกซ์ไม่ว่าอยู่ในประเทศใดก็ให้บริการได้เท่าเทียมกัน เพราะทำงานผ่านระบบเดียวกัน
ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิกซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมด้านการตื่นตัวของเทคโนโลยีคลาวด์ในไทยมีทิศทางที่ดี บริษัทเติบโตที่ดีขึ้นในระยะเวลาเพียง 2 ปี และมีลูกค้ารายใหญ่เกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม เซอร์วิสโพรไวเดอร์ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เฮลท์แคร์และหน่วยงานการศึกษา แต่ถ้าเป็นธุรกิจข้ามชาติจะมีค้าปลีก สถาบันการเงิน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่หันมาใช้งานคลาวด์มากขึ้น
"ความคาดหวังการเติบโตของธุรกิจในไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยโอกาสจะมาจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐที่กระตุ้นให้องค์กรต้องลงทุนและใช้ไอทีมาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ตรงกับมุมของเอกชนที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจดีขึ้น ซึ่งในขณะนี้เรียกได้ว่าโต 100% ต่อเนื่องทุกปี" ทวิพงศ์ กล่าว
การเติบโตด้านเทคโนโลยีในหลายประเทศถือว่าเร็ว เพราะมีปัญหาที่คล้ายกันและโฟกัสเรื่องคลาวด์มากขึ้น ซึ่งแนวทางแบบ Hyper-converged Infrastructure หรือการรวมเอา Server + Storage + Storage Network ไว้ด้วยกัน ช่วยลดต้นทุน การดำเนินงาน ระบบบำรุงรักษา และยังบริหารจัดการได้เร็วขึ้น ถือว่าเป็นการลดปัญหาให้กับฝ่ายไอทีได้อย่างมาก และแน่นอนว่าผู้ให้บริการคลาวด์หลายรายก็เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางนี้มากขึ้น
ขณะที่การเลือกใช้ไพรเวทคลาวด์ พับลิกคลาวด์ และไฮบริดคลาวด์ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอีกต่อไป เพราะไม่ว่าธุรกิจต้องการลงทุนอะไร ผู้ให้บริการระบบควรสนับสนุนและรองรับปัญหาการลงทุนที่ซ้ำซ้อนได้ ยิ่งประเทศในแถบเอเชียที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีเอง ย่อมต้องการเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหามากกว่าสร้างปัญหาแน่นอน







