
กองทุนไทยเปิดเผยข้อมูลดี ค่าธรรมเนียมไม่แพง
กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ([email protected])เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Morningstar ได้เปิดเผยผลการศึกษาประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกประจำปี 2560 (GlobalFund Investor Experience Study 2017) ซึ่งจัดทำขึ้นทุกๆ 2 ปี
กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ([email protected])
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Morningstar ได้เปิดเผยผลการศึกษาประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกประจำปี 2560 (GlobalFund Investor Experience Study 2017) ซึ่งจัดทำขึ้นทุกๆ 2 ปี
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ของการศึกษาหัวข้อดังกล่าว โดยจุดประสงค์ของการศึกษามีขึ้นเพื่อเปรียบเทียบอุตสาหกรรมกองทุนรวมของแต่ละประเทศเพื่อหามาตรฐานการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะมีต่อนักลงทุนในประเทศนั้นๆ ครั้งนี้ประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่ได้รับคะแนนสูงที่สุด ขณะที่หลายประเทศในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ได้เร่งพัฒนาอย่างมากเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุน
Global Fund Investor Experience Study 2017 ครั้งนี้ได้ศึกษาประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวมที่ผู้ลงทุนใน 25 ประเทศทั่วโลกต้องเผชิญผ่าน 4 หัวข้อหลัก โดยแต่ละหัวข้อจะได้รับน้ำหนักการพิจารณาไม่เท่ากัน ดังนี้
1.กฎเกณฑ์และภาษี (Regulation and Taxation) - 20%
2.การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) - 30%
3.ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ (Fees and Expenses) - 30%
4.กระบวนการซื้อ/ขายหน่วยลงทุน (Sales) - 20%
การศึกษาครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิธีให้คะแนนจากครั้งที่แล้วที่ให้คะแนนโดยใช้ 12-Point letter grades มาเป็น 5 ลำดับขั้น ดังต่อไปนี้ Top, Above Average, Average, Below Average และ Bottom ซึ่งได้ผลดังตารางด้านบนนี้
เนื้อหาโดยสรุปจากผลการศึกษา Global Fund Investor Experience Study 2017 มีดังนี้
o United States ยังเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มศึกษาในปี 2009 เป็นต้นมา โดยมีจุดเด่นเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เรียกเก็บในระดับต่ำ ประกอบกับมีระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ดีเรื่องการเปิดเผยข้อมูล แต่ยังคงพัฒนาและปรับปรุงกฎเกณฑ์และภาษีที่ถือเป็นข้อด้อย
o India และ United States เป็น 2 ประเทศที่โดดเด่นเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเป็นพิเศษ อีกทั้งเป็นเพียง 2 ประเทศที่เปิดเผยข้อมูลวิธีการคิดคำนวณ รายได้และค่าจ้างของผู้จัดการกองทุน
o หลังใช้เวลาพัฒนากฎเกณฑ์ต่างๆ หลายปี แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และประเทศไทย เป็น 3 ประเทศที่พัฒนา มากที่สุดนับจากการศึกษาครั้งที่แล้ว โดยทั้ง 3 ประเทศได้คะแนนระดับ Above Average
o France, Italy, Finland, Spain และ Belgium ได้รับคะแนนระดับ Below Average เป็นผลจากข้อด้อยเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ (Fees and Expenses) และกระบวนการซื้อ/ขายหน่วยลงทุน (Sales) ทั้งนี้ในยุโรปได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่หลายอย่างในกรอบของ MiFID II เพื่อปกป้องผู้ลงทุน
o ผลกระทบเชิงลบเรื่องของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ (Fees and Expenses) ที่ส่งต่อผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนั้น ผู้วิจัยให้น้ำหนักต่อเรื่องดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นในผลการศึกษาครั้งนี้
o หลายประเทศ อาทิ U.K., Australia and Netherlands ห้ามที่ปรึกษาทางการลงทุนรับค่า Commissions ในการขายหน่วยลงทุน แต่จากผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าประเทศส่วนใหญ่ยังรับค่า Commissions ส่วนนี้อยู่
o จากผลการศึกษาพบว่า 24 จาก 25 ประเทศ ขายหน่วยลงทุนส่วนใหญ่ผ่านธนาคารและบริษัทประกันเป็นช่องทางหลัก มีเพียง Australia, Canada, New Zealand and the U.K. ที่มีที่ปรึกษาการลงทุนอิสระเป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักซื้อ/ขายหน่วยลงทุน
ทั้งนี้ ไทยถือว่าพัฒนาอย่างมากเมื่อเทียบกับผลการศึกษาครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ไทยได้รับคะแนนระดับ Above Average เป็นผลจากจุดเด่น ดังต่อไปนี้
o พัฒนาการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน โดยเฉพาะข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่ได้ปรับจากรายครึ่งปีเป็นรายไตรมาส
o ปรับปรุงหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปให้กระชับ โดยใช้ภาษาสื่อสารเข้าใจง่าย รวมทั้งเปลี่ยนแปลงวิธีการนำเสนอข้อมูลโดยใช้กราฟและตารางมาประกอบ รวมถึงมีมาตรฐานเดียวในการเปิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนรวม
o ในส่วนของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ได้คะแนนดี โดยเฉพาะกองทุนประเภทตราสารหนี้
แต่ยังมีเรื่องที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงเพิ่มได้อีก เช่น การมีช่องทางการซื้อ/ขายหน่วยลงทุนที่หลากหลายขึ้น การเปิดเผยค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ตัวแทนขายหน่วยลงทุน (Trailing Commission) เป็นต้น
ถึงตรงนี้ต้องยกเครดิตให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคม บลจ. แต่ส่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดที่ส่วนตัวผมเห็นว่ายังมีส่วนร่วมน้อยไปนิดนึงและสามารถพัฒนาได้อีก นั่นก็คือ การมีส่วนร่วมของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การแสดงความคิดเห็น ปกป้องสิทธิ รวมไปถึงใช้ข้อมูลต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อการลงทุน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองนะครับ







