posttoday
ทาสที่ยังเหลืออยู่

ทาสที่ยังเหลืออยู่

22 ตุลาคม 2560

สมผล ตระกูลรุ่งบรรยากาศในวันที่ 23 ต.ค. เมื่อปี 2453 คงไม่ต่างไปจากบรรยากาศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นความรู้สึกร่วมของชาวไทยที่รู้สึกตรงกันว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากจะอธิบายหรือบรรยายความรู้สึกเป็นตัวอักษรได้

สมผล ตระกูลรุ่ง

บรรยากาศในวันที่ 23 ต.ค. เมื่อปี 2453 คงไม่ต่างไปจากบรรยากาศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นความรู้สึกร่วมของชาวไทยที่รู้สึกตรงกันว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากจะอธิบายหรือบรรยายความรู้สึกเป็นตัวอักษรได้

วันปิยมหาราช เป็นวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เวลาผ่านไป 107 ปีแล้ว เป็นวันที่ชาวไทยทุกคนยังน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ แม้จะไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยเราอย่างมากมาย โดยเฉพาะการเลิกทาสที่ทั่วโลกมีระบบทาสมาแต่โบราณ เป็นการเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นมีทาสมากถึงจำนวน 1 ใน 3 ของประชากร

แม้ในหลวงรัชกาลที่ 5 จะทรงปลดปล่อยยกเลิกทาสมานานกว่าร้อยปีแล้วก็ตาม แต่คนไทยบางกลุ่มบางพวกกลับยังยอมตนเป็นทาสรับใช้นายทาสยุคใหม่ อยู่ภายใต้อำนาจเงินของนักการเมืองที่บ้าอำนาจ มักใหญ่ใฝ่สูง ใช้เงินที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมาเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจ ใช้เงินฟาดหัวพวกทาสรับใช้ที่ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นคน ให้ทำในสิ่งที่คนดีๆ มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเขาไม่ทำกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสที่เป็นทาสแห่งชีวิต ทาสที่ไม่มีอิสรภาพในชีวิตของตนเอง คนที่เป็นทาสไม่มีสิทธิลิขิตชีวิตของตัวเองได้ แต่ทาสในยุคใหม่ ไม่ใช่ทาสแห่งชีวิต แต่เป็นทาสแห่งทรัพย์สินเงินทอง ทาสแห่งผลประโยชน์ เป็นทาสแห่งลาภยศ ทาสในยุคนี้แม้เลือกทางดำเนินชีวิตของตนเองได้ เลือกที่จะเป็นคนเช่นใดก็ได้ แต่ไม่ยอมเลือกทางเดินของตนเอง กลับเลือกที่จะทำสิ่งผิด ยอมทำตามคำสั่งของนายทาสที่มีอำนาจให้คุณให้โทษ ให้ลาภยศแก่ตนเองได้ เป็นทาสที่แม้มีชีวิตอยู่นานเท่าใด ชีวิตก็ไร้คุณค่า จึงมีทาสยุคใหม่จำนวนมากต้องติดคุกติดตะราง เพราะยอมเป็นทาสเงินให้กับนายใหญ่นายหญิง

เงินซื้อหาทรัพย์สิ่งของได้ แต่ไม่สามารถซื้อความสุขที่แท้จริงได้ และ (ในบางครั้งบางกรณี) ไม่สามารถซื้ออิสรภาพได้ เงินเป็นของนายใหญ่ ยศศักดิ์ที่นายใหญ่ให้เป็นของหลวง แต่อิสรภาพและความสุขในชีวิตเป็นของตัวเอง ติดคุกก็ต้องติดเอง รับทุกข์ในเรือนจำก็ต้องรับเอง โดยเฉพาะทุกข์ทางใจที่เงินไม่อาจซื้อได้ในทุกกรณี

พระพุทธองค์ท่านจึงเปรียบทรัพย์สินเงินทองเป็นอสรพิษ

เป็นอสรพิษร้ายสำหรับนักบวช โดยเฉพาะนักบวชที่ยังเป็นปุถุชน เป็นสมมติสงฆ์ เพราะลำพังเพียงแค่เอาผ้าเหลืองมาห่มตัว หาได้ทำให้กิเลสเบาบางลงได้ไม่ การขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง มีเพียงการปฏิบัติฝึกหัดจิตของตนเองเท่านั้น

พระพุทธองค์ท่านสอนให้ภิกษุเป็นผู้สละ ไม่เป็นผู้สะสม ทรงห้ามภิกษุสงฆ์สาวกของพระองค์ไปยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง เป็นพระวินัยห้ามเอาไว้ว่า

"อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์"

พระดื่มสุรา ที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงนั้น ยังเป็นอาบัติ ปาจิตตีย์ ที่เบากว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งจะต้องสละเงินก่อนจึงจะปลงอาบัติได้ แต่การดื่มเหล้าแม้ปลงอาบัติได้ แต่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่งามสำหรับสมณเพศ เป็นโลกวัชชะ คือโลกติเตียน ซึ่งก็ไม่สมควรจะเป็นพระต่อไป

พระพุทธองค์ท่านสอนภิกษุสาวกให้เป็นพระปฏิบัติ ท่านสรรเสริญส่งเสริมพระให้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นมากกว่าการท่องจำคำสอน ดังเรื่องพระโปฐิละ ซึ่งเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก ท่องจำคำสอนของพระองค์ได้หมด เป็นอาจารย์ผู้สอนธรรมแก่ภิกษุเป็นจำนวนมาก แต่พระพุทธองค์ท่านกลับเรียกว่า ใบลานเปล่า จนท่านโปฐิละเกิดความละอายใจ ปลีกตัวเข้าป่าไปปฏิบัติจนหลุดพ้นได้เป็นพระอรหันต์

พระส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน กลับไม่สนใจปฏิบัติ บางองค์ถึงกลับประมาทพระด้วยกันที่นั่งหลับตา อ้างว่าปัจจุบันไม่มีพระอรหันต์แล้ว พระส่วนใหญ่จึงมุ่งหาลาภสักการะ มุ่งหาสมณศักดิ์เพื่อความเป็นใหญ่ เป็นทาสของเงิน แสวงหาเงินทอง ถึงขนาดทรยศต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาบุญเป็นสินค้าหลอกขายชาวบ้าน สร้างความร่ำรวย สร้างอาณาจักร ครอบงำพระฝ่ายปกครองด้วยทรัพย์สินเงินทอง จนพระผู้ปกครองชั้นผู้ใหญ่ตกเป็นทาสเงินของพระบางองค์ที่หลบหนีหมายจับ

กรณีเงินทอนวัดก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนความจริงว่า พระสายปกครองจำนวนหนึ่งในทุกวันนี้ไม่สนใจปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ สนใจแต่ลาภสักการะ จึงเป็นหนักยิ่งกว่าใบลานเปล่า เข้าขั้นใบลานสกปรกเลยทีเดียว

ในแต่ละปีรัฐบาลจะตั้งงบประมาณอุดหนุนวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เงินปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมบูรณะวัด เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณร งบเผยแผ่พระพุทธศาสนา วัดใดมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อดำเนินการดังกล่าว ก็จะทำเรื่องร้องขอต่อสำนักงานพระพุทธศาสนา ฉะนั้นกรณีปกติต้นเรื่องจึงมาจากวัดทำเรื่องขอเงิน แต่กรณีที่เกิดการทุจริตนี้ มีเจ้าหน้าที่ของสำนักพุทธไปติดต่อกับวัดว่าจะทำเรื่องจัดงบประมาณมาให้ แต่ขอให้วัดโอนเงินคืนให้กับเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว บางแห่งเงินโอนคืนมากถึง 70-80%

วัดที่เกิดกรณีเงินทอนวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอยากได้เงิน แม้จะนำเงินบำรุงวัดจริงๆ โดยไม่มีการทุจริตก็ตาม แต่เจ้าอาวาสไม่รู้เลยหรือว่าการทอนเงินคืนให้เจ้าหน้าที่เป็นการสนับสนุนหรือร่วมมือกันทุจริตเงินงบประมาณแผ่นดิน เงินที่หลวงจ่ายให้จะจ่ายเป็นเช็คเข้าบัญชีของวัด เมื่อเป็นเงินของวัด เป็นสมบัติสงฆ์แล้ว เจ้าอาวาสจะเอาเงินวัด เอาเงินสงฆ์ไปให้กับคนอื่นได้อย่างไร

เมื่อแรกที่เรื่องเงินทอนวัดอื้อฉาว พระฝ่ายปกครองบางกลุ่มออกมาชี้แจงว่า การทุจริตเป็นเรื่องของฆราวาส พระไม่เกี่ยว ทั้งๆ ที่ขณะนั้นยังไม่มีการดำเนินคดีกับพระ ผู้อำนวยการสำนักพุทธถูกพระต่อต้าน ไม่เว้นแม้แต่มหาเถรสมาคม พระสังฆาธิการถึงขนาดออกแถลงการณ์ว่าจะไม่รับเงินอุดหนุนจากสำนักพุทธ

ทำไมต้องแถลงการณ์ใหญ่โต หากไม่ต้องการเงินก็แค่ไม่ต้องทำเรื่องขอ ทำง่ายๆ แค่นั้นก็พอ ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเพื่ออะไร

การชำระสะสางคดีทุจริตเงินทอนวัด สำนักพุทธควรทำโดยให้ความเคารพต่อพระ แต่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ถ้าพระรูปใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ต้องเกรงกลัวผ้าเหลือง เพราะการชำระสะสางเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นการทำลายศาสนา แต่เป็นการล้างสิ่งสกปรกออกจากพระศาสนา หากมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดก็ต่อสู้กันไปตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นในพุทธศาสนา แต่ชาวพุทธต้องหนักแน่น เรื่องแบบนี้มีมาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ต้องถือเป็นเรื่องธรรมดา พระดีๆ ยังมีอีกมาก

ขอเพียงฆราวาสศึกษาธรรมวินัยบ้าง ก็จะแยกพระแท้กับพระทาสได้ด้วยตนเอง n

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท