
เวลาช็อปปิ้ง
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับลดลงหนักเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา 1.41%
โดย ประกิต
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับลดลงหนักเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา 1.41% และปิดตัวใกล้ระดับ 1,683 จุด ประเมินสาเหตุหลักในการปรับฐานของตลาด เกิดจากแรงขายทำกำไรหลังจากที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 6% ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยการขายที่รุนแรงมากผิดปกติส่วนหนึ่งมาจากการขายของบัญชีซื้อขายเพื่อบริษัทหลักทรัพย์ (วานนี้ขายสุทธิ 3,000 ล้านบาท เป็นการขายที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับนักลงทุนกลุ่มอื่น) สอดคล้องกับที่ KS Research วิเคราะห์ไว้ในบทวิเคราะห์กลยุทธ์รายวัน Daily View เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา
การขายของบัญชีซื้อขายเพื่อบริษัทหลักทรัพย์ จะมีส่วนหนึ่งที่มาจากธุรกรรม Block Trade ซึ่งก่อนหน้านี้มีการซื้อสะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยบัญชีเพื่อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-19 ต.ค. 2560 จำนวน 1.29 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับสถานะคงค้างของ Single Stocks Futures ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันมากว่า 1 ล้านสัญญา
ปริมาณการทำธุรกรรม Block Trade เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาอันสั้น เมื่อ SET Index เกิดการปรับฐาน ผลจากการปรับลดลงของราคาหุ้นจะส่งผลเสียหายอย่างหนักต่อนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน Block Trade จึงเป็นการบีบให้ต้องมีการขายเพื่อรักษากำไร ขายตัดขาดทุนเพื่อป้องกันการถูก Call Margin ซึ่งจะเห็นได้จากสถานะคงค้างของ Single Stocks Futures วันที่ 19 ต.ค. วันเดียวหายไปกว่า 2.74 แสนสัญญา และด้วยพลังของการ Leverage ราคาหุ้นจึงปรับลงรุนแรงผิดปกติ ดังนั้นเมื่อแรงขายสงบลงหุ้นเหล่านี้ก็จะมีการฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง
มองการที่ดัชนีลงมาใกล้ 1,670 จุด เป็นโอกาสในการทยอยเข้าสะสมเพิ่ม โดยคาดว่านับจากนี้ดัชนีจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,650-1,700 จุด เนื่องจากการเข้าซื้อผ่านธุรกรรม Block Trade จะเบาบางลง นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน (นักลงทุนต่างประเทศเริ่มพลิกมา Long สุทธิใน SET50 Futures กว่า 1.5 หมื่นสัญญา มากที่สุดในรอบเดือน) ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศจะเห็นการเข้าซื้อสะสมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งซื้อ LTF ที่จะเข้ามาในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี (คาดว่าจะมีเข้ามาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) ก่อนที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องอีกครั้งดันดัชนีไปทดสอบ 1,760 จุดในต้นปีหน้า
กลุ่มหุ้น High Upside และ High EPS Growth (2018) STEC CK DEMCO KCE KAMART TPCH PSH SC CPALL HMPRO BJC ROBINS AMATA KTB BBL
ด้านบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ได้แจ้งปรับแผนพัฒนาโครงการแคนาดา ออยล์แซนด์โดยเลื่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของโครงการออกไป ซึ่งส่งผลให้ PTTEP ต้องบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ในงวดไตรมาส 3 เป็นจำนวน 1.85 หมื่นล้านบาท คิดเป็นต่อหุ้นที่ 4.7 บาท/หุ้น การตั้งด้อยค่าในครั้งนี้จะทำให้การลดลงที่จะเกิดจากแคนาดาออยล์แซนด์จบลงเพราะมูลค่าสินทรัพย์เหลือเพียง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น โดย PTTEP เคยตั้งด้อยค่าโครงการนี้มาแล้ว 2 ครั้ง
คาดว่า PTTEP จะปรับลดลงสะท้อนต่อประเด็นลบดังกล่าว แต่จะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เมื่อย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงที่ตลาดรับรู้การปรับด้อยค่า แคนาดา ออยล์แซนด์ 2 ครั้งก่อนหน้า จะพบว่า ครั้งแรกวันที่ 16 ม.ค. 2558 ราคาปรับลดลงเพียง 2.42% ก่อนจะฟื้นตัวใน 2 สัปดาห์ต่อมา 20.68%
ครั้งที่ 2 วันที่ 13 ต.ค. 2558 ราคาปรับลดลง 3.30% ก่อนที่จะฟื้นตัวในอีก 2 สัปดาห์ถัดมา 5.35% ซึ่งสำหรับครั้งนี้คาดว่า PTTEP จะฟื้นตัวกลับมาได้ด้วยเพราะแรงกดดันจากแคนาดา ออยล์แซนด์ ได้จบลงแล้ว
อีกทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันในปัจจุบันเป็นขาขึ้นแตกต่างจากปี 2558 ที่เป็นขาลงยาวทั้งปี อีกทั้งราคาหุ้นยังมีประเด็นบวกรออยู่คือการประมูลสัมปทานบงกชและเอราวัณในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แม้ว่า KS Research ยังอยู่ในระหว่างการทบทวนมูลค่าพื้นฐาน โดยมีโอกาสปรับลดลงจาก 108 บาท แต่จะไม่ต่ำไปกว่า 102 บาท การที่ราคาลงมาต่ำกว่า 90 บาท จะเป็นโอกาสให้เข้าซื้ออีกครั้ง







