
นิวยอร์ก กับ กรุงเทพฯ
คณะที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เดินทางมาถึงมหานครนิวยอร์ก
โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
คณะที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เดินทางมาถึงมหานครนิวยอร์ก เพื่อเรียนรู้การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) หรือ NYU ซึ่งถือว่ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ มีนักศึกษามากถึง 6 หมื่นคน และคณาจารย์ร่วม 1 หมื่นคน แต่สามารถบริหารจัดการได้ดีเยี่ยม และยังขยายสาขาไปตั้งที่ประเทศจีนและอาบูดาบีในตะวันออกกลางอีกด้วย
ขณะที่เดินทางเข้าสู่เขตแมนฮัตตันผ่านถนนบรอดเวย์ใจกลางนิวยอร์ก ทำให้หวนคิดถึงภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ปี 2503 โดยในวันที่ 4 ก.ค. ทั้งสองพระองค์เสด็จถึงมหานครนิวยอร์ก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประทับบนรถยนต์เปิดประทุนในขบวนแห่ ที่มีการโปรยแถบกระดาษสายรุ้ง หรือ Ticker Tape จากอาคารสูง ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติสูงสุดที่ชาวนิวยอร์กเฝ้าฯรับเสด็จพระองค์ท่าน
ภาพที่ทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่ชาวนิวยอร์กเกือบ 1 ล้านคน ตลอดแนวถนนบรอดเวย์แห่งนี้ ยังปรากฏอยู่บนด้านหลังของธนบัตร 50 บาท รุ่นที่ระลึกที่ทำออกมาล่าสุด ประเพณีการต้อนรับในขบวนแห่ Ticker Tape ของมหานครนิวยอร์กนี้ ถือเป็นเอกลักษณ์และเป็นเสน่ห์ของเมืองในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจนถึงปัจจุบัน
นิวยอร์กจึงเป็นเมืองแห่งนวัตกรรม ไม่ใช่มีเพียงแค่นวัตกรรมอาคารสูงระฟ้า ซึ่งมีตึกเอ็มไพร์สเตต ที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกนานถึง 40 ปี แต่ยังมีนวัตกรรมทางวัฒนธรรมอีกด้วย โดยมีเทศกาลตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงวันส่งท้ายปีเก่าที่นักท่องเที่ยวหลายล้านคนจะมาชุมนุม เพื่อนับถอยหลังรับวันขึ้นปีใหม่ที่ย่านไทม์สแควร์ ทำให้ทุกคนที่มาเยือนมหานครแห่งนี้ต้องลุ่มหลงเสน่ห์จนต้องกลับมาเยือนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า และนิวยอร์กยังมีเซ็นทรัลปาร์ค สวนสาธารณะใจกลางเมืองที่มีพื้นที่ถึง 3.4 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าสวนลุมพินีถึง 6 เท่า ซึ่งมีคนไปใช้พักผ่อนหย่อนใจถึงเกือบ 40 ล้านคน/ปี
นิวยอร์กยังคงไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ๆ โดยได้ปรับทางรถไฟลอยฟ้าเก่าแก่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาเป็นสวน สาธารณะยาวกว่า 2 กิโลเมตร ที่เรียกว่า High Line ให้พลเมืองและนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นชมพันธุ์ไม้ตามธรรมชาติ จนกลายเป็นทิวทัศน์ใหม่ของเมือง
โครงการนี้ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับพื้นที่สาธารณะ ที่รัฐและเอกชนร่วมกันลงทุน จากทางรถไฟเสื่อมโทรมที่เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่ออาชญากรรม ได้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ สวยงาม ปลอดภัย และมีมูลค่าสูง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากนั้น สวนสาธารณะริมน้ำทั้งทางด้านแม่น้ำฮัตสัน และแม่น้ำตะวันออก ยังมีทางเลียบแม่น้ำตลอดแนวให้พลเมืองได้เดิน วิ่ง พักผ่อนหย่อนใจได้ทุกวัน
โครงการดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ กทม. น่าจะลองนำมาประยุกต์ใช้ เพราะพื้นที่ในกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ปิด เช่น บริเวณใต้ทางด่วน ที่ดูเสื่อมโทรม จนไม่มีใครอยากอยู่ใกล้โครงสร้างทางยกระดับ เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย และมลภาวะ ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้สามารถนำมาพัฒนาได้ ทั้งสร้างเป็นสวนสาธารณะที่มีคุณภาพ และเป็นทางเดินทาง ทางวิ่ง ออกกำลังกายได้
นอกจากนั้น หลายพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในกรุงเทพฯ หากยังไม่มีแผนพัฒนาอย่างจริงจัง เช่น พื้นที่คลังน้ำมันเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงที่มักกะสัน ซึ่งมีพื้นที่ถึง 700 ไร่ น่าจะนำมาปรับเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนกรุงเทพฯ ได้ใช้ในช่วงเวลาที่รอการพัฒนา หรือหากสามารถพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับพื้นที่สาธารณะนี้ได้ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน
กรุงเทพฯ จึงต้องมีนวัตกรรมเหมือนนิวยอร์ก ที่ไม่เคยจะหยุดนิ่ง มีความคิดสร้างสรรค์ มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้พลเมืองและผู้เยี่ยมเยือน มีความสุขทุกวัน ไม่มีเบื่อ







