
ปั้น4สมุนไพรไทย
"อภิรดี" เดินหน้ายุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสมุนไพรไทย 4 ชนิด เน้นปลูกแบบอินทรีย์ ป้อนตลาดคนรักสุขภาพ นำร่องเจาะตลาดอาเซียน
"อภิรดี" เดินหน้ายุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสมุนไพรไทย 4 ชนิด เน้นปลูกแบบอินทรีย์ ป้อนตลาดคนรักสุขภาพ นำร่องเจาะตลาดอาเซียน
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำยุทธศาสตร์และฐานข้อมูลสมุนไพรไทย 4 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ไพล บัวบก และกระชายดำ เพื่อผลักดันให้เป็นสินค้าตัวใหม่ออกสู่ตลาดโลก ทั้งการส่งออกแบบสดและแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เห็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งได้มอบนโยบายเพิ่มเติมให้เน้นการผลักดันสมุนไพรที่เป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและปกป้องสิ่งแวดล้อม และยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าสินค้าปกติหลายเท่าตัว
ทั้งนี้ จะเร่งผลักดันให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันเป็นการค้าขายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันเจาะตลาดอาเซียน โดยเฉพาะตลาดซีแอลเอ็มวี ที่มีความต้องการสินค้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ไปศึกษาความต้องการของตลาด กฎระเบียบในการนำเข้า ก่อนที่จะผลักดันส่งออกไปขาย ส่วนตลาดอื่นๆ จะศึกษาลู่ทางเพื่อผลักดันการส่งออกด้ว
นอกจากนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการปลูกพืชสมุนไพรทั้ง 4 ชนิด โดยจะปลูกหลังจากทำนา หรือปลูกแซมในไร่นา เพื่อเป็นรายได้เสริมหรือจะปลูกเป็นอาชีพหลักก็ได้ แต่หากสามารถเพาะปลูกในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์ก็จะยิ่งดี เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น
"ถ้าเกษตรกรเพาะปลูกสมุนไพรแบบอินทรีย์ จะทำให้ได้วัตถุดิบที่ปลอดสารพิษ และสามารถขายได้ราคาดีขึ้น อุตสาหกรรมที่ใช้ก็จะซื้อในราคาที่แพงขึ้น และเมื่อนำไปแปรรูปเป็นสินค้าก็จะขายได้ราคาดีขึ้น เป็นการยกระดับราคาทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง" นางอภิรดี กล่าว
สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะใช้หลักการตลาดนำการผลิต โดยจะเข้าไปช่วยเหลือแนะนำให้มีการผลิตและการแปรรูปที่ตรงตามความต้องการของตลาด ผลักดันให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และให้มีการผลิตสินค้าให้ได้รับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างการยอมรับ รวมถึงจะมีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชัน สัดส่วน 80% นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อีก 20% นำไปใช้อุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง ปัจจุบันมีการซื้อขายภายในประเทศเป็นหลักและส่งออกบ้างแต่ไม่มาก โดย ส่งออกไปยังสหรัฐ สวีเดน เยอรมนี สำหรับไพลใช้ในอุตสาหกรรมยา สัดส่วน 70% เครื่องสำอางและสปา สัดส่วน 30% ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศ มีการส่งออกไปจีน อินโดนีเซีย ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ เป็นต้น
"สมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ไพล มะกรูด กวาวเครือ ว่านหางจระเข้ ส้มแขก พบว่า มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทั้งการใช้บริโภคแบบสด และการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสามารถทำเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องแกงสำเร็จรูป อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยา น้ำมันนวด น้ำมันหอมระเหย สบู่ แชมพู ครีมทาผิว ชาสมุนไพร กระเทียมแคปซูล เป็นต้น" นางอภิรดี กล่าว







