
ผู้สูงอายุ...สินทรัพย์ที่มีค่าของประเทศ
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ในปี 2547 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้น
โดย ดร.ทัศนีย์ สติมานนท์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) www.econ.nida.ac.th; [email protected]
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ในปี 2547 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่ากับร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด สัดส่วนของประชากรสูงอายุเพิ่มเป็นร้อยละ 15 ในปัจจุบัน และคาดการณ์ว่า ในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ซึ่งเข้าเกณฑ์การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) หรืออีก 4 ปีข้างหน้า 1 ใน 5 ของคนที่เราพบเห็นโดยทั่วไปจะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คือ ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นและอัตราการเกิดลดน้อยลง
สัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อประเทศ ทำไมต้องมีการให้คำนิยาม และให้ความสำคัญกับสัดส่วนนี้ เหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญนั้นเนื่องจากหากประเทศมีผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงหรือมีประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนที่ลดลงอาจจะทำให้กำลังแรงงานที่ช่วยสร้างผลผลิตให้กับประเทศมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุอาจมีเงินออมที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในวัยหลังเกษียณและสวัสดิการของรัฐคงมีไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาข้างต้น และได้สร้างมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อบรรเทาทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานของผู้ผลิต และปัญหาเงินออมไม่เพียงพอของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ จากงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่า การทำงานที่ไม่หนักเกินไปของ ผู้สูงอายุจะส่งผลให้เกิดความกระฉับ กระเฉง มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีความภูมิใจในตนเอง และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนหรืองานอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน แล้วผู้สูงอายุไทยยังคงทำงานหลังวัยเกษียณ เพราะเหตุใดกันบ้างนะ และรัฐจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงานเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี
จากข้อมูลการสำรวจของโครงการวิจัย เรื่อง การมีงานทำและการเกษียณของผู้สูงอายุไทย ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง ความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทย ที่เก็บข้อมูลในช่วงปลายปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากงบวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีข้อค้นพบเบื้องต้น คือ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ (1) หากผู้สูงอายุคิดว่าตนเองจะมีสถานะทางการเงินแย่ลงในอนาคตจะเพิ่มโอกาสที่ผู้สูงอายุเลือกที่จะทำงาน (2) หากรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนในกิจการเอกชนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จะดึงดูดใจให้ผู้สูงอายุเลือกทำงาน เนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงจากการทำงาน (3) หากผู้สูงอายุประเมินว่า ตนมีสุขภาพร่างกายดีจะทำให้เพิ่มโอกาสที่ผู้สูงอายุเลือกที่จะทำงาน
ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่เลือกที่จะทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ (1) หากผู้สูงอายุมีอายุเพิ่มขึ้นจะเลือกทำงานน้อยลง (2) ผู้สูงอายุเพศหญิงจะทำงานน้อยกว่าผู้สูงอายุเพศชาย (3) เมื่อจำนวนบุตรหรือธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่ของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จะทำให้ความน่าจะเป็นที่ผู้สูงอายุจะทำงานลดลง ซึ่งตรงกับบริบทของประเทศไทยที่บุตรธิดาจะเป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดาในยามชรา (4) หากรายได้จากสวัสดิการต่างๆ และรายได้จากเงินปันผล ดอกเบี้ย การลงทุนเพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้สูงอายุทำงานลดลง (5) หากผู้สูงอายุเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าสูง จะทำให้ผู้สูงอายุทำงานลดลง และ (6) หากผู้สูงอายุได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า มีความพิการหรือมีความบกพร่องทางด้านร่างกาย (แขน ขา) หรือมีปัญหาในการพูดออกเสียง จะทำให้ผู้สูงอายุมีความน่าจะเป็นที่จะทำงานลดลง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มที่จะทำงานมากที่สุด รองลงมา คือ ผู้สูงอายุในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ
จากผลการศึกษาดังกล่าว อาจนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ รัฐควรให้ความรู้ในด้านสุขภาพและการดูแลตนเองแก่ประชาชน (Health Literacy) ทุกช่วงวัย ไม่เฉพาะเพียงผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะการเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีต้องมาจากการดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่วัยเด็กและวัยหนุ่มสาว โดยผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีจะมีแนวโน้มที่จะทำงาน สามารถพึ่งพาตนเอง ทำให้สังคมไทยมี พฤฒพลัง ซึ่งตรงกับคำที่องค์การอนามัยโลกได้บัญญัติไว้ว่า Active Aging ทำให้ผู้สูงอายุมีความอยู่ดีมีสุขทั้งด้านกายภาพ ด้านสังคม ด้านจิตใจ และสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้ นอกจากนี้ เนื่องจากประชากรเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยมากกว่าเพศชาย รัฐจึงควรส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในการทำงาน เพื่อให้ผู้สูงอายุเพศหญิงมีงานทำ มีรายได้ นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดี และรัฐควรส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภาคที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มการทำงานน้อยที่สุด
บางที การมีผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากอาจไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไปนะคะ เพราะผู้สูงอายุอาจนับเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า มิใช่ภาระที่ต้องดูแล หากท่านได้รับการส่งเสริมให้แสดงความสามารถผ่านการทำงานที่เหมาะสมกับท่านค่ะ







