
ต้องชี้แจงอย่างโปร่งใส
หลังจากที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
หลังจากที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เงื้อง่ามาหลายรอบว่าจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงแรงงานเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประกันตนใหม่ในเรื่องของการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน โดยแบ่งตามรายได้ ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.6 หมื่นบาท ใช้ฐานเดิม เก็บเงินเข้ากองทุน 750 บาท ผู้ที่มีเงินเดือน 1.6 หมื่นบาท แต่ไม่ถึง 2 หมื่นบาท เก็บเงินสมทบเข้ากองทุน 800 บาท ผู้ที่มีเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป เก็บเงินสมทบเข้ากองทุน 1,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีการขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไปจาก60 ปี เป็น 65 ปี
อย่างไรก็ดี สปส.ยืนยันว่าเมื่อปรับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมให้มากขึ้น ก็จะปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับให้มากขึ้นตามไปด้วย
การจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประกันสังคมใหม่นี้ ทางสำนักงานประกันสังคมได้ทำการประชาพิจารณ์มาพักหนึ่ง แต่แรงงานทั้งหลายกลับไม่รู้เรื่องว่าจะมีการเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุน เป็นสูงสุดเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะทางสำนักงานประกันสังคมได้ทำประชาพิจารณ์ผ่านทางเว็บไซต์ของ สปส. หากผู้ประกันตนไม่ใช่ชาวเน็ต โดยเฉพาะผู้ที่สูงวัย อาจจะไม่รู้ว่ามีการทำประชาพิจารณ์ในเรื่องนี้
ดังนั้น เมื่อ สปส.รายงานว่ามีการทำประชาพิจารณ์มาตั้งแต่ปลายปี 2559-2560 พบว่า 81% ของผู้ประกันตนและนายจ้างสนับสนุนให้มีการปรับปรุงเงื่อนไข บรรดาแรงงานและผู้ประกันตนส่วนใหญ่จึงไม่ยอมรับมติของ สปส.ในเรื่องนี้ และเริ่มมีการคัดค้าน
การไม่เห็นด้วยของเหล่าผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคม เป็นเพราะไม่พอใจกับสิทธิและคุณภาพของการให้บริการของประกันสังคม โดยเห็นว่าเมื่อเทียบกับระบบประกันสุขภาพอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ระบบประกันสังคมเป็นระบบเดียวที่ผู้ประกันตนถูกบังคับให้จ่ายเงินสมทบ ในขณะที่ผู้รับบริการในระบบอื่นไม่ต้องจ่าย แต่กลับพบว่าบริการที่ได้รับของผู้ประกันตนทั้งหลายต่ำกว่าระบบประกันสุขภาพแบบอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผู้ถือบัตรทองของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
อย่างไรก็ดี หาก สปส.ไม่ทำอะไร ในอนาคตแม้กองทุนประกันสังคมจะมีสินทรัพย์ในขณะนี้ 1.6 ล้านล้านบาท มีเงินเข้ากองทุนปีละ 1.8 แสนล้านบาท มีรายจ่ายที่จ่ายให้ผู้ประกันตนปีละ 8 หมื่นล้านบาท แต่ต่อไปรายจ่ายจะสูงขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายบำนาญที่จะมีจำนวนผู้รับมากขึ้นตามค่าเฉลี่ยอายุของประชากรที่สูงขึ้นเป็นสังคมผู้สูงวัย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดการณ์ว่า ใน 20 ปีข้างหน้า ลูกจ้างในระบบประกันสังคมจะทยอยเกษียณอายุ ซึ่งรัฐต้องใช้เงินจำนวนมากมาจ่ายเป็นบำนาญให้กับผู้เกษียณเหล่านั้น ส่วนลูกจ้างนอกระบบแม้ปัจจุบันมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งก็ยังมีคนทำประกันไม่ได้ตามเป้าหมายของรัฐ ฉะนั้นการดูแลลูกจ้างที่สูงอายุจะเป็นภาระหนักมากสำหรับรัฐบาลในเวลานั้น
ทางด้านการลงทุนของ สปส. ก็ไม่อาจจะแสวงหาผลตอบแทนได้มากนัก เพราะได้มีการกำหนดความเสี่ยงของการลงทุนไว้อย่างรัดกุม ป้องกันความเสียหายของกองทุน แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็อนุญาตให้มีการเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนได้บ้างแล้วก็ตาม
ขณะนี้ผู้ประกันตนมีความสับสน และไม่แน่ใจว่าหากต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมแล้วจะได้อะไร จะดีหรือไม่ดี เรื่องนี้ทาง สปส.จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ข้อดีข้อเสียเรื่องนี้อย่างโปร่งใสตรงไป ตรงมา







