posttoday
ก้าวสู่เศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม

ก้าวสู่เศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม

22 ตุลาคม 2560

เมื่อครั้งก่อนผมได้วิเคราะห์ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ประจำปี 2017

เมื่อครั้งก่อนผมได้วิเคราะห์ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ประจำปี 2017 คราวนี้เป็นรายงานล่าสุดของ World Economic Forum (WEF) ที่เพิ่งเปิดเผย Global Competitiveness Ranking 2017-2018 ของ 137 ประเทศออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ครับ โดยวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการประเมินศักยภาพของระบบสถาบันและนโยบายของประเทศ

น่ายินดีว่าในภาพรวมจากการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของ 137 ประเทศในปีนี้ ประเทศไทยได้กลับมาอยู่ในอันดับที่ 32 (จากที่เคยอยู่อันดับนี้เมื่อปี 2558) อีกครั้งหลังจากตกลงไปอยู่ในลำดับที่ 34 เมื่อปีที่แล้ว แต่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้ประเทศไทยยังเป็นรอง “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” อีก 7ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ (3) ฮ่องกง (6) ญี่ปุ่น (9) ไต้หวัน (15) มาเลเชีย (23) เกาหลีไต้ (26) และ จีน (27) ครับ โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ด้วยยุทธศาสตร์ 2020 ของมาเลเซียที่เริ่มเมื่อ 5 ปีก่อนที่เริ่มส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ จนแซงหน้าเกาหลีใต้ได้เมื่อปีที่แล้ว

ดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 กลุ่ม 12 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบราชการ โครงสร้างคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจมหภาค และระบบสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน(2) กลุ่มปัจจัยส่งเสริมประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจ เช่น อุดมศึกษาและการฝึกอาชีพ ขนาดและประสิทธิภาพของกลไกตลาดในตลาดแรงงานและตลาดการเงิน และความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านต่างๆ และ (3) ตัวชี้วัดกลุ่มนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม

ตัวชี้วัดที่ประเทศไทยทำได้ดีที่สุดได้แก่ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจมหภาคและขนาดของตลาด ซึ่งมีลำดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคใน 2 ตัวชี้วัดนี้ ตัวชี้วัดที่ประเทศไทยทำได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญได้แก่ ตัวชี้วัดด้านระบบราชการและระบบการศึกษา ส่วนตัวชี้วัดที่ WEF ชี้ว่าประเทศไทย “สอบตก”และต้องเร่งปรับปรุงคือตัวชี้วัดในกลุ่มนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ เนื่องจาก WEF วิเคราะห์แล้วพบว่าสาเหตุหลักที่ระบบเศรษฐกิจไทยยังคงติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” มานานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะระบบเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการ “เพิ่มประสิทธิภาพ”  อยู่ กล่าวคือ ระบบเศรษฐกิจไทยยังคงเน้น “การแข่งขันด้านราคา” อยู่ผ่านการหาหนทางลดต้นทุนการผลิตเพื่อขายให้ได้กำไรสูงสุดจากส่วนต่างของราคาขายและต้นทุนการผลิตมาโดยตลอด

WEF จัดกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและการแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพการผลิตเช่นนี้ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจในระยะที่ 2 ซึ่งมีอยู่ 31 ประเทศจาก 137 ประเทศรวมประเทศไทย ส่วนระบบเศรษฐกิจที่ในระยะที่ 3 หรือประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งเน้นการเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมนั้นมีอยู่ 36 ประเทศ โดยมี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ หรือ “5 เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ที่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ในภูมิภาคของเรา ในขณะที่มาเลเซียเป็นเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ได้รับการ
จัดกลุ่มเป็น “20 ว่าที่ประเทศที่มีรายได้สูง” ด้วยความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนั้นจากการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจในระดับนานาชาติ ที่ลงทุนและทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยพบว่า 5ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการลงทุนและการทำธุรกิจในประเทศไทย ได้แก่ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ความซับซ้อน และความล่าช้าของระบบราชการ ความไม่ต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย ปัญหาศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมและปัญหาคอร์รัปชั่น

ดังนั้น บทเรียนที่สำคัญจากการรายงาน GCI ของ WEF ในปีนี้คือสัญญาณที่ชัดเจนต่อทิศทางการพัฒนาประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ในปีหน้าที่ต้องเร่งการปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจจาก “การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ” สู่ “การแข่งขันด้านนวัตกรรม” ให้ได้โดยเร็ว ด้วยการมีเป้าหมายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน เช่นที่มาเลเซียประสบความสำเร็จมาแล้ว ทั้งการจัดการกับปัจจัยส่งเสริมและสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมทั้ง 3 กลุ่ม รวมทั้งการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุนและการประกอบธุรกิจจากเสียงสะท้อนของนักลงทุนและนักธุรกิจในระดับนานาชาติให้ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ภายในทศวรรษที่ 3 นี้เสียทีครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก