posttoday
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (118)

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (118)

22 ตุลาคม 2560

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า "...งานพัฒนาเป็นงานที่ยากและใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาทั้งหลายจึงต้องอดทนมีความเชื่อที่หนักแน่นในธรรมะและคุณธรรม อีกทั้งต้องซื่อตรงและจริงใจเพื่อให้ผู้อื่นนิยมและศรัทธา... รางวัลอันได้รับในวันนี้จะเป็นกำลังใจให้มุ่งมั่นปฏิบัติงานพัฒนาต่อไป เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชนชาวไทยประชาชนชาวเอเชีย และประชาชนโลกเพื่อจักนำมาซึ่งสันติภาพและความสมบูรณ์พูนสุขของโลก..."

กว่า 40 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า ไม่มีผืนแผ่นดินไทยส่วนใดที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะไม่เคยย่างพระบาทไปถึงไม่ว่าเป็นบนเขา หนองน้ำ ทุ่งกว้าง ป่าที่มากด้วยดงทาก ใต้ถุนบ้านผุพังในชนบท หรือกลางดงน้ำเน่าในสลัมเสื่อมโทรม พระองค์เสด็จฯ ไปทั่วทุกหนแห่งตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี น้อยครั้งนักที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินออกไปพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดารในชนบท จะไม่มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ติดตามไปด้วย

เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของทุกพระองค์คือการช่วยเหลือและพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยพระเมตตาที่ทรงพระราชประสงค์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้อยู่ดีมีสุข และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหนังสือ "พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา" จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ความตอนหนึ่งว่า

"เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึง เรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติและภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ..."

เพื่อสู่เป้าหมายนั้น พระองค์จึงทรงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร และทรงงานทั่วทุกหนแห่งในประเทศไทย เพื่อทรงรับทราบปัญหาในการดำเนินชีวิตของประชาชนด้วยพระองค์เอง ช่วยให้พระองค์ทรงทราบสภาพพื้นที่ของประเทศไทยเป็นอย่างดี และพระราชทานความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของประชาชน ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานสัมภาษณ์ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นมีความตอนหนึ่งว่า

"...จากการมีโอกาสตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินในท้องถิ่นต่างๆ ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ได้มีโอกาสทำงานพัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้ได้สังเกตและได้วิเคราะห์วิถีชีวิตและความต้องการของกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่มในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ชนบางกลุ่มอยู่ห่างไกลในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความเป็นอยู่อย่างปกติ ขาดการบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพอนามัย ฯลฯ ในหลายกรณีเขาขาดแม้กระทั่งความจำเป็นระดับพื้นฐาน..."

และพระองค์พระราชทานสัมภาษณ์แก่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งขณะนั้นเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใน สศช.เผยแพร่ในวารสารเศรษฐกิจและสังคม ฉบับพิเศษ เดือน ธ.ค. 2528 เรื่อง "สมเด็จพระเทพฯ : บางแง่มุมแห่งความคิดคำนึง" ความตอนหนึ่งว่า

"...ในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องที่ห่างไกลและอันตรายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงทำพร้อมกันทุกด้าน โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างความคุ้นเคย ทำความรู้จักให้คนในท้องถิ่นนั้นไว้วางใจ ทรงทำได้ไม่ยากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ถือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพ่อแม่ที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ บรรเทาความทุกข์ของตนได้มีพระราชทานกระแสอย่างไร ก็มักจะเชื่อฟัง..."

แม้ว่าการเสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารแต่ละครั้งจะลำบากตรากตรำเพียงใด แต่กลับเป็นความพอ พระราชหฤทัยของพระองค์ที่ได้ทรงใกล้ชิดประชาชน ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2537 ความตอนหนึ่งว่า

"...การได้ย่ำไปในพื้นที่ต่างๆ เห็นภูมิประเทศ แปลกๆ ได้ฟังเรื่องราวชีวิตหลายรูปแบบจากคนเป็นพันเป็นหมื่น เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตำราเรียนเล่มใดจะพึงบันทึกไว้ได้ ขณะเดียวกันก็วางแนวชีวิตให้ฉันด้วย..."

ในระยะแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงปี 2495-2504 นั้น ทรงพบว่าคนไทยในพื้นที่ต่างๆ ต้องเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อาทิ โรคเรื้อน โปลิโอ และอหิวาตกโรค เนื่องจากการแพทย์ในขณะนั้นยัง ไม่ก้าวหน้าและการบริการสาธารณสุขก็ยังไม่แพร่หลาย พระองค์จึงมีพระราชภารกิจมากมายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท