
ขายหมอนยางพาราในจีน
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยผมได้รับเชิญจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปบรรยายเรื่อง "กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยยุค 4.0" ให้กับผู้ประกอบการที่ทำการผลิตภัณฑ์ยางพาราซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ที่ทำผลิตภัณฑ์ยางพารา
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
ผมได้รับเชิญจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปบรรยายเรื่อง "กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยยุค 4.0" ให้กับผู้ประกอบการที่ทำการผลิตภัณฑ์ยางพาราซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ที่ทำผลิตภัณฑ์ยางพารา
การบรรยายจัดที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มาเป็น "ผู้ผลิตหมอนยางพารา" ทั่วประเทศ เท่าที่ผมจำได้มีหมอนยางพารา "ตะลุงลาเท็กซ์" ของสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหาและ "โนรา" ของบ้านพังดาน จ.พัทลุง และยี่ห้อ "หนองครก" จ.ตรัง เป็นต้น หัวข้อที่ผมได้เริ่มบรรยายเพื่อขยายความคำว่า "4.0" ซึ่งผมอธิบายถึงเกษตรและอุตสาหกรรม 4.0 ว่าความหมายคืออะไร
หลังจากนั้นก็อธิบายว่า "ทำไมต้องแปรรูปยางพารา" ก็คงกลับไปสู่ประเด็นเดิมว่าไทยขายวัตถุดิบยางพาราในรูปยางแผ่นรมควันหรือยางแท่ง 86% ให้กับต่างประเทศและที่เหลือ 14% นั้น ส่งเข้าสู่โรงงานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งในยุค 4.0 นั้น ภาคการผลิตต้องมุ่งสู่การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศมากกว่าที่จะขายในรูปวัตถุดิบ เมื่อตรวจสอบราคายางพาราพบว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 ราคายางประมูล ณ ตลาดยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 47.52 บาท/กิโลกรัม (กก.) และราคาแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 49.20 บาท/กก. และราคาน้ำยางข้น DRC 60% เท่ากับ 37.65 บาท/กก.
หากย้อนกลับไป 2-3 ปีที่ผ่านมา ยางพาราสูงเกิน 100 บาท/กก. แต่กรณีการแปรรูปหมอนยางพารา ทำให้ราคายางพาราในประเทศไทยขยับขึ้นไปเกิน 100 บาท/กก. ถ้าคิดราคาหมอนยางพาราที่ขายกันในห้างสรรพสินค้า ราคาอย่างต่ำใบละ 1,000 บาท โดยหมอน 1 ใบหนัก 1.2 กก.นั้น ใช้น้ำยางข้น 1.3 กก. และใช้น้ำยางข้นสด 2 กก. แสดงว่าหากนำมาแปรรูปเป็นหมอนยางพารา จะช่วยเพิ่มมูลค่าราคาน้ำยางสดหรือน้ำยางข้นสามารถขึ้นไปสูงเกิน 100 บาท/กก.ได้ โดยในปี 2560 ไทยผลิตหมอนยางมูลค่า 4,000 ล้านบาท กว่า 80% เป็นมูลค่าของบริษัทรายใหญ่
ขณะที่มูลค่าของหมอนยางไทยในตลาดจีนอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันคนจีนใช้หมอนยาง 4% ของประชากรทั้งหมด คาดอีก 5 ปี ข้างหน้า มูลค่าตลาดของจีนจะอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท และมีคนจีนใช้หมอนยางพาราเพิ่มเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด โดยมณฑลที่มีความต้องการหมอนยางมากในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นมณฑลแทบฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการมาก เช่น มณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง
สำหรับตลาดหมอนยางพาราไทย สามารถเจาะตลาดได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดอินเดีย ญี่ปุ่น ตะวันออก และอเมริกา ขายได้หมด ขึ้นอยู่กับเราทำวิจัยตลาดได้ละเอียดขนาดไหน ส่วนช่องทางที่น่าสนใจในการทำตลาดทั้งหมอนยางพาราและสินค้าอื่นๆ ในประเทศจีนคือ ผ่านทางช่อง "ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดน (Cross Border E-Commerce : CBEC)" เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยปกติการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ปกติแบบ "B2C" ของจีนมีมูลค่าในปี 2560 อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการขยายตัวเพิ่มปีละ 40% สำหรับมูลค่าของ CBEC อยู่ที่ 1 แสนล้านดอลลาร์ แต่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 70% ทำไมคนจีนหันมานิยมช่องทางซื้อขาย CBEC เพราะรัฐบาลจีนสนับสนุน
นอกจากนี้ ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจะถูกกว่าซื้อขายปกติ ที่สำคัญคือให้วงเงินของคนจีนซื้อได้ไม่เกิน 2 หมื่นหยวน แต่หากเกินก็จะเก็บอัตราปกติ การซื้อขายสินค้าผ่านทาง CBEC สามารถได้ผ่าน "13 Free Trade Zone" ของจีน โดยหมอนยางพาราของไทยต้องทำเร่งด่วน 2 เรื่องคือ การทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์และข้อมูลตลาดต่างประเทศเชิงลึก โดยอย่างยิ่งการได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แต่ฝั่งผู้ผลิตกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนยังไม่มีใคร มอก. แต่ มอก.ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากผู้ผลิตหมอนยางพาราไทยต้องการทะลุทะลวงไปยังต่างประเทศอื่นๆ
นอกจากจีน ยังมีมาตรฐานอีกสองตัวจากเยอรมนีคือ "ECO Institut" และ "LGA" ทั้งสองสถาบันนี้จะช่วยรับรองผลิตภัณฑ์ว่าผลิตภัณฑ์หมอนยางพารามีมาตรฐานในระดับสากล และปลอดภัยต่อชีวิตคน นอกจากยังต้องมีเครื่องหมายการค้า (Trademark) ของประเทศที่หมอนยางพาราเข้าไปขาย ส่วนข้อมูลตลาดนั้นต้องทราบว่าคนในประเทศนั้นๆ ต้องการหมอนยางแบบไหน แข็งหรือนิ่มและรสนิยมเป็นอย่างไร







