posttoday
เศรษฐกิจเมียนมาปี 2017

เศรษฐกิจเมียนมาปี 2017

17 ตุลาคม 2560

ธนกร สังขรัตน์CEO of Modern Myanmar Synergy Co., [email protected]รายงาน World Economic Outlook, October 2017 ขององค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคต่างๆ ของประเทศเมียนมาไปข้างหน้าระยะ 5 ปีข้างหน้า คือตั้งแต่ปี 2018-2022 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบ่งชี้ว่าจำนวนประชากรของเมียนมาในปี 2017 จะอยู่ที่ 52.65 ล้านคน และจะเติบโตเป็น 54.36 ในปี 2022

ธนกร สังขรัตน์CEO of Modern Myanmar Synergy Co., [email protected]

รายงาน World Economic Outlook, October 2017 ขององค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคต่างๆ ของประเทศเมียนมาไปข้างหน้าระยะ 5 ปีข้างหน้า คือตั้งแต่ปี 2018-2022 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบ่งชี้ว่าจำนวนประชากรของเมียนมาในปี 2017 จะอยู่ที่ 52.65 ล้านคน และจะเติบโตเป็น 54.36 ในปี 2022

ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของเมียนมา ในปี 2017 จะอยู่ที่ 66.966 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 7.2% จากปี 2016 และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.5% ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้จีดีพีของเมียนมาแตะที่ระดับ 111.361 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022 นับว่าเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน

การเติบโตของรายได้ดังกล่าวมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเติบโตของการลงทุนเอกชนที่จะมีสัดส่วนคิดเป็น 22.7% ของจีดีพีในปี 2017 ซึ่งจะขยายตัวเป็นสัดส่วน 24.3% ในปี 2022 ขณะที่รายจ่ายภาครัฐจะเติบโตในอัตราคงที่ 20% ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

ด้านรายงาน Asian Development Outlook 2017 Update ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี มองว่า ปี 2017 เศรษฐกิจเมียนมาจะขยายตัว 7.7% และจะเติบโต 8.0% ในปี 2018 โดยการเติบโตปีนี้เกิดจากสภาพอากาศปีนี้เข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ภาคเกษตรฟื้นตัวจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ราคาสินค้าเกษตรขยับตัวสูงขึ้น การลงทุนภาคอุตสาหกรรมยังคงเร่งตัวขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ภาคบริการได้แรงหนุนการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เติบโต

ด้านอุปสงค์ของประเทศ การลงทุนยังคงแข็งแกร่งเมื่อมีการไหลเข้าที่สูงขึ้นของความช่วยเหลือด้านการพัฒนาจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ซึ่งการเติบโตที่แข็งแกร่งและรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กับการใช้จ่ายภาคเอกชน รวมไปถึงภาคการค้าต่างประเทศที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2017 มูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเติบโตขึ้น 17% และการนำเข้าสินค้าเร่งตัวได้เร็วขึ้น 22% แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีจะลดลงเหลือเพียง 3.9% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จาก 7.6% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยอัตราเงินเฟ้อสำหรับปีนี้จะสูงขึ้นเป็น 7.0 ในปี 2017 และจะเร่งตัวเป็น 7.5% ในปี 2018 เนื่องจากแรงกดดันต่อเนื่องจากการเติบโตที่แข็งแกร่งและรายได้ที่เพิ่มขึ้น

การส่งออกได้รับประโยชน์จากความต้องการทั่วโลกในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมเบาประเภทอื่นๆ แต่การส่งออกก๊าซธรรมชาติจะลดลง เนื่องจากราคาพลังงานระหว่างประเทศตกต่ำลง ขณะที่การนำเข้าเติบโตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยช่วงไตรมาสแรกของปี 2017 การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นสูงถึง 54% และการนำเข้าสินค้าขั้นกลางเติบโตขึ้น 20% สำหรับระยะเวลาที่เหลือของปีนี้คาดว่าการนำเข้าสินค้าทุนที่มีมูลค่าสูงจะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้เป็นติดลบ 8.0% และจะติดลบเท่าเดิมที่ 8.0% ในปี 2018

ในงบประมาณปี 2017 รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างรอบคอบด้านนโยบายการคลังเพื่อตอบสนองต่อการลดลงของรายได้จากภาครัฐที่ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศ โดยผ่านกฎหมายภาษีใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราภาษีทางการค้า ควบคู่กับการจัดการอย่างรอบคอบของรายจ่ายสาธารณะ ซึ่งจะช่วยรัฐบาลให้ขาดดุลงบประมาณปี 2017 ตามเป้าหมายงบประมาณเท่ากับ 4.4% ของจีดีพี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจะผ่านกฎหมายการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะออกกฎหมายใหม่ที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ของเมียนมาได้ นอกจากนี้ยังมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยการส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจตลอดทั้งความผันผวนของตลาดการเงิน

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน