posttoday
โซลาร์รูฟแบบเสรี ที่พึงปรารถนา (จบ)

โซลาร์รูฟแบบเสรี ที่พึงปรารถนา (จบ)

16 ตุลาคม 2560

-พรายพล คุ้มทรัพย์เมื่อตอนที่แล้วได้พูดถึงข่าวที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟแบบเสรี เมื่อ ต้นเดือน ต.ค.นี้ แต่ยังไม่มีรายละเอียด ราคารับซื้อจะไม่เกินราคาขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

-พรายพล คุ้มทรัพย์

เมื่อตอนที่แล้วได้พูดถึงข่าวที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟแบบเสรี เมื่อ ต้นเดือน ต.ค.นี้ แต่ยังไม่มีรายละเอียด ราคารับซื้อจะไม่เกินราคาขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ตามข่าวมีการระบุว่า ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้จากการผลิตจะต้องไม่สูงกว่าราคาขายส่งที่ กฟผ. ขายให้กับ กฟน. และ กฟภ. ในปัจจุบันราคาขายส่งนี้กำหนดไว้หลายอัตราขึ้นอยู่กับแรงดันและช่วงเวลา

ที่แรงดันต่ำสุดคือ 11 ถึง 33 กิโลโวลต์ อัตราค่าไฟฟ้าขายส่งในช่วงเวลาใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีก (9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มของวันทำงาน) อยู่ที่ 4.2243 บาท/หน่วย และอัตราในช่วงเวลา Off-Peak อยู่ที่ 2.3567 บาท/หน่วย

มองจากแง่มุมของผู้ลงทุนในโครงการโซลาร์รูฟ เช่น ในกรณีของหลังคาบ้านของผม ซึ่งอาจจะมีไฟฟ้าเหลือใช้เพื่อขายเข้าระบบได้มากกว่า 60% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ถ้าผมขายไฟฟ้าในราคารับซื้อที่ 2.3567 บาท/หน่วย จะทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่าเลย

ราคารับซื้อที่พอจะทำให้โครงการสามารถคืนทุนได้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปีน่าจะอยู่ที่อย่างน้อย 3 บาท/หน่วย ซึ่งก็จะทำให้มีอัตราผลตอบแทนประมาณ 9% ต่อปี ในกรณีที่มีไฟฟ้าเหลือใช้ขายเข้าระบบในปริมาณ 60% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้

หากราคารับซื้อเท่ากับ 4 บาท/หน่วย คือเท่ากับอัตราค่าไฟฟ้าที่ผมต้องจ่ายการไฟฟ้านครหลวงพอดี การลงทุนในโครงการนี้ก็จะให้ผลตอบแทนในอัตราที่เท่ากันหมด คือ 11.9% ต่อปี ไม่ว่าจะมีไฟฟ้าเหลือใช้ขายเข้าระบบในปริมาณเท่าใดก็ตาม

มองจากแง่มุมของ กฟน. และ กฟภ. ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟซึ่งส่วนใหญ่ผลิตได้ในช่วงพีกไม่ควรจะเกิน 4.2243 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นราคาช่วงพีกที่แรงดันต่ำสุดที่ กฟน. และ กฟภ.ซื้อได้จาก กฟผ. ถ้าได้ราคารับซื้อต่ำสุดที่ 2.3567 บาท/หน่วย ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลงไปอีก

ผมเชื่อว่า กฟน. และ กฟภ.ไม่จำเป็นต้องรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกันกับอัตราค่าไฟฟ้าที่ขายให้ผมคือ 4 บาท/หน่วย แต่ควรรับซื้อในอัตราที่ต่ำกว่านั้น เพื่อให้มีส่วนต่างจาก 4.2243 บาท/หน่วย ไว้สำหรับชดเชยค่าใช้จ่ายบางอย่างที่หน่วยงานทั้งสองจะต้องรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินนี้ก่อให้เกิดปัญหาทางเทคนิค

เช่น การที่กระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับเข้าระบบจนอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ และอาจใช้เงินบางส่วนจากส่วนต่างนี้เพื่อชดเชยให้กับ กฟผ. สำหรับรายได้ ที่หายไปเพราะขายไฟฟ้าได้น้อยลง

ผมคาดไม่ได้ว่าส่วนต่างของราคานี้ควรจะเป็นเท่าใด แต่ถ้าสมมติว่าส่วนต่างนี้น่าจะเป็น 50 สตางค์/หน่วย ก็หมายความว่า กฟน. และ กฟภ.ควรรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินได้ในราคาไม่เกินหน่วยละ 3.70 บาท

ดังนั้น สรุปได้ว่าเพื่อประโยชน์ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้จากการผลิตบนหลังคาบ้านน่าจะอยู่ระหว่างหน่วยละ 3-3.70 บาท

ส่วนปริมาณไฟฟ้าที่จะรับซื้อนั้น ผมยังมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องจำกัดจำเขี่ยอยู่ที่ปีละ 300 เมกะวัตต์หรือจะเป็นเท่าใดก็ตาม ราคารับซื้อที่หน่วยละ 3 บาทกว่าๆ คงไม่ทำให้ชาวบ้านแห่ไปลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กันเต็มบ้านเต็มเมือง

จริงๆ แล้วเราควรมีแนวคิดว่า "ยิ่งมีการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากขึ้นเท่านั้น" เพราะเราก็เห็นแล้วว่าทุกหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ทดแทนไฟฟ้าที่ผลิตในระบบของ กฟผ. จะทำให้ประเทศประหยัดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลงไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการใช้ ไฟฟ้ามากๆ คือช่วงพีก แถมยังเป็นพลังงานที่สะอาดกว่าอีกด้วย

ผมเกรงว่าหากภาครัฐสร้างข้อจำกัดในการรับซื้อไฟฟ้าเหลือใช้อย่างเข้มงวดมากเกินไป การพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งทำให้แผงโซลาร์รวมทั้งแบตเตอรี่มีราคาลดลงมาก จะจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทุนผลิตไฟฟ้าจากหลังคาเพื่อเอาไว้ใช้เองทั้งหมด โดยไม่ต้องง้อให้การไฟฟ้าฯ มารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเลย

และเมื่อถึงวันนั้นเราก็อาจจะเห็นยอดขายของ กฟน. และ กฟภ.ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก