
แบงก์รัฐผวา ศก.โตไม่จริง หวั่นหนี้เสียไหลย้อนกลับ
กนกวรรณ บุญประเสริฐสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานตัวเลขผลดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งระบบ ณ พ.ค. 2560 มียอดปล่อยสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 4.62 ล้านล้านบาท มียอดเงินรับฝากรวมกันทั้งสิ้น 4.5 ล้านล้านบาท ส่วนยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับเงินฝาก 8 แห่ง อยู่ที่ 2.79 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.9% ของยอดสินเชื่อรวม
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานตัวเลขผลดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งระบบ ณ พ.ค. 2560 มียอดปล่อยสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 4.62 ล้านล้านบาท มียอดเงินรับฝากรวมกันทั้งสิ้น 4.5 ล้านล้านบาท ส่วนยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับเงินฝาก 8 แห่ง อยู่ที่ 2.79 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.9% ของยอดสินเชื่อรวม
ในจำนวนนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือเอ็นพีแอลที่เกิดใหม่ราว 3.5 หมื่นล้านบาท และพวกลูกหนี้ที่ผ่านการ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาเป็น เอ็นพีแอลอีก 1.54 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าเอ็นพีแอลส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลมากที่สุดกว่า 9.63 หมื่นล้านบาท แม้ภาพรวมสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่แบงก์รัฐทุกแห่งไม่นิ่งนอนใจเร่งหาทางสกัดหนี้เสียทุกทาง
เริ่มจากธนาคารออมสิน ที่เป็นแบงก์รัฐอันดับหนึ่ง มีสินเชื่อคงค้าง 1.96 ล้านล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อยู่ราว 4.25 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.17% กำลังเร่งหาแนวทางการแก้หนี้ครู เพราะมีพอร์ตขนาดใหญ่กว่า 4 แสนล้านบาท และมีหนี้เสียอยู่ราว 4 หมื่นล้านบาท กำลังจะแถลงข้อตกลง เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียในวันที่ 19 ต.ค.นี้
อย่างไรก็ดี ธนาคารออมสิน ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และโครงการแจกบัตรสวัสดิการของรัฐ อาจทำให้ภาพรวมเอ็นพีแอลของปีนี้ ลดลง จากเดิมที่คาดว่าเอ็นพีแอล ณ สิ้นปีนี้ของธนาคารจะขยับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 2.27%
ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. มีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านบาท มีเอ็นพีแอล ณ ต้นปีบัญชี 2560 ราว 5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 4% แต่ล่าสุดเอ็นพีแอลขยับมาอยู่ที่ 5.59% ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิต ประกอบกับมีลูกหนี้บางรายที่ประสบปัญหาอุทกภัยทำให้ขาดความสามารถในการชำระหนี้ คาดว่าเมื่อปลายฤดูการผลิต เกษตรกรจะมีรายได้และทยอยนำเงินมาชำระหนี้ ทำให้เอ็นพีแอลลดลงเหลือ 4% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม
ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ล่าสุดอนุมัติขายหนี้เอ็นพีแอล 6,971 ล้านบาท ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM ไปบริหาร ตามที่กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ ธอส.จำหน่ายเอ็นพีแอลที่คงค้างเกิน 3 ปีขึ้นไป วงเงินไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559
ทั้งนี้ การขายเอ็นพีแอลดังกล่าวจะทำให้สิ้นปี 2560 ยอดเอ็นพีแอลของธนาคารจะปรับลดลงเหลือ 4.61% ของยอดสินเชื่อคงค้าง หรือลดลง 0.68%
ส่วนธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ มียอดเอ็นพีแอลอยู่ราว 3,022 ล้านบาท ลดลง 1,106 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีกรณีของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ที่มีการผิดนัดชำระตั๋วแรกเงินระยะสั้น (ตั๋วบีอี) หลายสถาบันการเงิน ซึ่งในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ปล่อยกู้ให้ EARTH ไป 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาท
สำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ โดยบริษัทได้ทยอยเบิกจ่ายเงินกู้ต่อเนื่องแต่ยังไม่เต็มวงเงิน ทำให้ต้องจับตาสถานะหนี้ที่ปล่อยกู้จริงไปก่อนหน้านี้
ด้านธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ล่าสุดโอนหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีเอฟ ราว 5 หมื่นล้านบาท ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ IAM แล้ว ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างเหลือ 4.4 หมื่นล้านบาท
แต่ยังมีประเด็นเรื่องลูกหนี้รายใหญ่ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แต่กลับมาเป็นหนี้เสียอีก ยอด ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2560 มีมูลหนี้ราว 7,000 ล้านบาท ว่าจะต้องหาแนวทางตรวจสอบสภาพลูกหนี้ที่เหลือว่ามีโอกาสที่จะตกชั้นเพิ่มหรือไม่ เพื่อหาทางดำเนินกับลูกหนี้ที่ไม่ใช่กลุ่มมุสลิมต่อไป
สำหรับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ล่าสุดเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 1.7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลดเอ็นพีแอลให้ได้ 1.6 หมื่นล้านบาท ในช่วงสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์การติดตามทวงหนี้โดยใช้วิธีการเจรจากับลูกหนี้ เพราะเหลือแต่ลูกหนี้ที่อยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องและดำเนินการตามกฎหมาย เชื่อว่าจะมีลูกหนี้ที่จะสามารถเจรจายอมความได้ในชั้นศาลและทยอยปรับมาเป็นลูกหนี้ปกติได้อีกจำนวนหนึ่ง
แม้ล่าสุดกระทรวงการคลัง เตรียมปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปีนี้ใหม่ว่าอาจมีลุ้นโตได้ถึง 4% แต่การขยายตัวยังกระจุกอยู่ที่รายใหญ่
สอดรับกับผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เพราะได้แรงขับเคลื่อนจากภาคต่างประเทศ ทำให้อุปสงค์ในประเทศดีขึ้น แต่ปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยังไม่เข้มแข็ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังอยู่ในระดับต่ำ
แม้เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดที่อาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไปได้ อาทิ ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ด้อยลงจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบการปรับตัวของเอสเอ็มอี ต่อสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนต้องติดตามสถานการณ์การต่ออายุการกู้ยืมของตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะต่อไป
ทำให้แบงก์รัฐ ยังวางใจไม่ได้ในเรื่องการแก้หนี้เสียที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้เสียไหลย้อนกลับสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินได้อีก n







