posttoday
สถาบันลุ่มน้ำโขงฯ กลไกเสริมสร้างทุนมนุษย์

สถาบันลุ่มน้ำโขงฯ กลไกเสริมสร้างทุนมนุษย์

16 ตุลาคม 2560

ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ทุนมนุษย์เป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region-GMS) รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดอื่นๆ ด้วย

ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์

ทุนมนุษย์เป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region-GMS) รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดอื่นๆ ด้วย

การเสริมสร้างทุนมนุษย์ทำได้ 2 ทาง ได้แก่การเพิ่มจำนวนประชากร และการพัฒนาคุณภาพประชากร อย่างไรก็ตาม หากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นขาดคุณภาพก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อการเสริมสร้างทุนมนุษย์แต่ อย่างใด เพราะฉะนั้นแนวทางที่แน่นอนที่สุดในการเสริมสร้างทุนมนุษย์ก็คือการทำให้คุณภาพของประชากรเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าการพัฒนาศักยภาพบุคลากรก็ย่อมเป็นแนวทางที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคเช่นกัน

ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ความร่วมมือในกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงได้ส่งผลที่เป็นรูปธรรมมากมายหลายประการ ทั้งในด้านเกษตรกรรม คมนาคมขนส่ง การค้า สิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคมนาคมขนส่งที่ก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคมพื้นฐาน ซึ่งถือว่าจำเป็นและเป็นรากฐานที่นำไปสู่การเชื่อมโยงในทุกระดับในอนุภูมิภาค แต่อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีส่วนร่วมได้

การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดังนั้นในปี 2539 รัฐบาลไทยและนิวซีแลนด์ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute) ขึ้น โดยปัจจุบันมีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลในอนุภูมิภาค ที่เป็นกลไกในการกระชับความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค ผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ การเข้าถึงและการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้เกี่ยวกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจะทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย มาตรการที่ดีที่จะส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ส่วนเกษตรกรและภาคเอกชนโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม องค์ความรู้ก็ทำให้วางแผนการผลิตและการตลาดที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุนและเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเต็มที่

จากการสำรวจและวิเคราะห์ความต้องการสาขาองค์ความรู้จาก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอนุภูมิภาค พบว่าสาขาที่มีความต้องการเพื่อพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ การค้าการลงทุน รวมทั้งนวัตกรรมและความเชื่อมโยงทางเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น สถาบัน ลุ่มน้ำโขงฯ จึงได้กำหนดสาขาองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ในแผนกลยุทธ์การดำเนินการปี 2559-2563 โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัย การเผยแพร่องค์ความรู้ การฝึกอบรมสัมมนา และการผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จะส่งผลกระทบทางบวกที่แท้จริง

ในปัจจุบันสถาบันลุ่มน้ำโขงฯ ได้ร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างๆ การทำงานร่วมกันด้านเทคนิคและการสนับสนุนจากหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน และจะเป็นกลจักรสำคัญที่ส่งเสริมให้การสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะเป็นตัวเร่งกระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วมให้รวดเร็วขึ้นในแต่ละประเทศในกลุ่ม อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน