posttoday
โซลาร์รูฟแบบเสรีที่พึงปรารถนา (1)

โซลาร์รูฟแบบเสรีที่พึงปรารถนา (1)

15 ตุลาคม 2560

พรายพล คุ้มทรัพย์นับเป็นข่าวดีที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟแบบเสรีแล้วเมื่อต้นเดือน ต.ค.นี้ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับซื้อไฟฟ้าว่าจะรับซื้อในราคาใด ในปริมาณเท่าใด และจากที่ไหนบ้าง

พรายพล คุ้มทรัพย์

นับเป็นข่าวดีที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟแบบเสรีแล้วเมื่อต้นเดือน ต.ค.นี้ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับซื้อไฟฟ้าว่าจะรับซื้อในราคาใด ในปริมาณเท่าใด และจากที่ไหนบ้าง

ที่รู้กันก็คือราคารับซื้อจะไม่เกินราคาขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ข้อดีของการรับซื้อไฟฟ้าตามมตินี้ก็คือ ถึงแม้ว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้านจะถูกใช้ภายในบ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่ในช่วงกลางวันที่คนออกนอกบ้านและมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่มากนัก ไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้านจะถูกใช้ไม่หมด และไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้จะสูญเสียไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์หากไม่มีการรับซื้อ

ดังนั้น การที่ กฟน.และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าส่วนนี้จะทำให้บ้านที่ผลิตไฟฟ้าสามารถได้ประโยชน์จากทุกหน่วยไฟฟ้าที่ตนผลิตได้ ทำให้การลงทุน ติดตั้งโซลาร์รูฟมีความคุ้มค่ามากขึ้น

ผมจึงลองทำการบ้านโดยสมมติว่าผมกำลังคิดจะลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของผมเพื่อเข้าร่วมโครงการโซลาร์รูฟนี้ หลังคาบ้านผมคงมีพื้นที่เพียงพอสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ได้รวมกันคิดเป็นกำลังไฟฟ้าประมาณ 4 กิโลวัตต์ ค่าติดตั้งแผงและอุปกรณ์อื่นๆ ปัจจุบันตกประมาณวัตต์ละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 34 บาท รวมค่าติดตั้งทั้งหมดเป็นเงิน 1.36 แสนบาท มีค่าบำรุงรักษาอีกเล็กน้อย ปีละ 1,000 บาท และคิดอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี

สมมติให้ระบบนี้ผลิตไฟได้เทียบเท่าวันละ 3 ชั่วโมง หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าวันละ 12 หน่วยหรือ 12 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (คือ Capacity Factor ที่ 12.5%) อายุใช้งานยาวนานถึง 25 ปี โดยแต่ละปีมีปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ฅลดลง 1% ตามอัตราการเสื่อมของแผง

ด้วยข้อมูลค่าใช้จ่ายและปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ตามตัวอย่างข้างบน ผมสามารถคำนวณหาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยออกมาได้เป็นตัวเลขประมาณเกือบ 3 บาท/หน่วย (ภาษาทางวิชาการเรียกต้นทุนนี้ว่า Levelized Cost Of Electricity)

ถ้าผมสามารถนำเอาไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาบ้านมาใช้ทั้งหมด (คือ วันละ 12 หน่วย) ก็เท่ากับว่าผมสามารถลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้านครหลวงลงไปได้วันละ 12 หน่วย ซึ่งในปัจจุบันผมต้องซื้ออยู่ในอัตราหน่วยละประมาณ 4 บาท

ในกรณีนี้ต้องถือว่าเป็นการลงทุน ที่คุ้มค่าเพราะผมใช้เงิน 3 บาท เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองหนึ่งหน่วยแล้วทำให้ประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้ 4 บาท หรือ ใช้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าวันละ 36 บาท (3 บาท คูณกับ 12 หน่วย) ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้วันละ 48 บาท (4 บาท คูณกับ 12 หน่วย) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปีละเกือบ 12% เทียบกับอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี

แต่ในความเป็นจริง ผมไม่ได้อยู่บ้านตอนกลางวันทุกวันเพราะต้องออกไปทำงานบ้าง ออกไปทำธุระบ้าง ดังนั้น ในช่วงกลางวันที่ไม่มีคนอยู่บ้านก็จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยมาก และจึงมีความเป็นไปได้มากว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาบ้านวันละ 12 หน่วย ก็มักจะถูกใช้ในบ้านไปเพียงบางส่วนเท่านั้น หากไม่มีการรับซื้อไฟส่วนที่เหลือใช้ มันก็จะสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์และความคุ้มค่าในการลงทุนติดตั้ง โซลาร์รูฟก็จะลดลง

โดยวิธีการคำนวณความคุ้มค่า ของการลงทุนตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าไม่มีการรับซื้อไฟส่วนที่เหลือใช้เลย ผมจะต้องนำเอาไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาบ้านมาใช้เองอย่างน้อยวันละ 9 หน่วย จึงจะทำให้การลงทุนมีความ คุ้มค่า เพราะถ้าผมใช้ไฟจากหลังคาบ้านวันละ 9 หน่วย ผมจะประหยัด ค่าไฟฟ้าได้วันละ 36 บาท (4 บาท คูณกับ 9 หน่วย) ซึ่งก็เท่ากับต้นทุน การผลิตไฟฟ้าในหนึ่งวันพอดี

หากผมใช้ไฟฟ้าจากหลังคาบ้านน้อยกว่าวันละ 9 หน่วย หรือน้อยกว่า 75% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้าน ผมก็จะเริ่มขาดทุน

ดังนั้น การที่รัฐบาลกำหนดให้ กฟน.และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้ จึงจะทำให้การลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟ มีความเป็นไปได้มากขึ้น คำถามก็คือราคารับซื้อควรเป็นเท่าใด n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก