
ผู้ส่งออกทุบค่าเงินแข็งแตะ33.05บาท
หยุดยาว 3 วัน ผู้ส่งออกฉวยโอกาสบาทอ่อนที่ 33.50 เทขายดอลลาร์ทำกำไร ดึงบาทแข็ง 33.05 ในรอบ 1 เดือน
หยุดยาว 3 วัน ผู้ส่งออกฉวยโอกาสบาทอ่อนที่ 33.50 เทขายดอลลาร์ทำกำไร ดึงบาทแข็ง 33.05 ในรอบ 1 เดือน
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ค่าเงินบาทเปิดตลาดอยู่ที่ 33.05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่าสุดในรอบ1 เดือน โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05-33.10 บาท/ดอลลาร์ และกลับปิดตลาดอยู่ที่ 33.07 บาท/ดอลลาร์
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเฉียดแนวต้านอีกครั้ง ซึ่งคาดว่ามาจากผู้ส่งออกที่มีเงินดอลลาร์เก็บไว้จำนวนมากรอจังหวะอยู่ เมื่อเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปที่ระดับ 33.50 บาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จึงมีการเทขายออกมาค่อนข้างมาก รวมทั้งบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ก็สบโอกาสก็เทขายทำกำไรเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับพอร์ตลดพันธบัตรในเดือน ต.ค. โดยยอดถือครองพันธบัตรสะสมในปี 2560 วันที่ 2 ต.ค. อยู่ที่ 1.77 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 1.69 แสนล้านบาทในวันที่ 12 ต.ค. ทำให้ปริมาณถือครองสะสมลดลงจาก 8.14 แสนล้านบาท เหลือ 8.05 แสนล้านบาท หรือมีการขายออกราว 9,000 ล้านบาท
"สถานการณ์ดังกล่าวค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่เงินบาทกลับแข็งค่า เพราะที่ผ่านมาค่าเงินอยู่ที่ 33.50 ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้ส่งออกที่ต้องการขายดอลลาร์ก็ทำให้เทขายออก" นาย กอบสิทธิ์ กล่าว
นายกอบสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วกว่าคาด เพราะฤทธิ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จางหายไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะส่งสัญญาณลดงบดุลและเดินหน้าลดดอกเบี้ยแล้ว แต่ตลาดยังไม่มั่นใจ ประกอบกับไทยยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอยู่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังลงทุนในพันธบัตรไทยเพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังสูง ดอกเบี้ยสั้นกับดอกเบี้ยยาวมีโอกาสที่ส่วนต่างจะแคบลง และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่ค่าเงินจะอ่อนค่าในอนาคต ส่วนเงินลงทุนไม่ไหลเข้าตลาดหุ้นมากนัก เพราะประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2561 จะเติบโตแค่ 10%







