
ลงทุนสตาร์ทอัพ สไตล์ซีอีโอ บจ.
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์/วารุณี อินวันนานักลงทุนไทยเริ่มสนใจลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจแนวใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีเป็นหลักและเน้นโตไว เป็นทิศทางใหม่ของโลกการลงทุน แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างแท้จริง
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์/วารุณี อินวันนา
นักลงทุนไทยเริ่มสนใจลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจแนวใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีเป็นหลักและเน้นโตไว เป็นทิศทางใหม่ของโลกการลงทุน แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างแท้จริง
เจษฎา สุขทิศ นายกสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติ และฟินโนมินา มองว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในต่างประเทศที่เคยวิ่งตามราคาโภคภัณฑ์เวลานี้เปลี่ยนมาวิ่งด้วยเทคโนโลยี เป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนไปลงทุน แต่ไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเองขณะที่ต่างชาติมีอาลีบาบา อเมซอน กูเกิล และอนาคตแนวโน้มการเติบโตต้องมาทางนี้ อย่างไรก็ตามเริ่มเห็น บจ.ปรับตัวรับยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลครั้งใหญ่ เพราะถ้าปรับตัวเร็วก็เป็นผู้ชนะ
ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ผู้มากประสบการณ์ในการลงทุนสตาร์ทอัพ ทั้งในฐานะนักลงทุนอิสระและนำบริษัทเข้าลงทุน แนะนำว่า การเข้าลงทุนจะเลือกระยะที่ 2 หรือ Early Stage ที่มีสินค้าและบริการออกมาแล้ว ซึ่งกำลังจะทำให้ธุรกิจเติบโตและต้องการระดมทุนจากนักลงทุนอิสระจากทั้งหมด 4 ระยะ ให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัย
ปัจจัยแรก ผู้บริหารต้องเก่ง เมื่อเลือกผู้บริหารได้แล้วให้ตัดสินใจลงทุนในสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด เมื่อธุรกิจโตจะได้ขายง่ายและได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย คล้ายการลงทุนในศิลปะต้องดูศิลปินเป็นหลัก ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท ให้เลือกซื้อชิ้นเดียวไปเลย 1 ล้านบาท เหมือนลงทุนซื้อเพชร ถ้ามี 10 ล้านบาท ให้เลือกเม็ดที่ดีที่สุด 10 ล้านบาท เพราะถ้ากระจายซื้อชิ้นเล็ก 20 เม็ด จะขายออกช้า
ปัจจัยที่สอง ธุรกิจขยายให้เติบโตได้ ธุรกิจนั้นขยายไปทำตลาดในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องใช้คนเพิ่มมาก ใช้ระบบเดียวกัน และจับตลาดได้เร็ว เพราะจะทำให้ชิงส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
ปัจจัยที่สาม ถ้าจะขายใน 10 ปีข้างหน้า หรือถ้าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไป จะมีคนซื้อหรือไม่ ซึ่งเป็นระยะที่ 4 ของสตาร์ทอัพ คือ การออกจากธุรกิจ
ยกตัวอย่าง ลงทุนส่วนตัวในสตาร์ทอัพที่ลอนดอน รายแรกคือธุรกิจออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิง ชื่อ "แวมไพร์ไวฟ์" นักออกแบบเป็นภรรยาของนักร้องชื่อดังในอังกฤษที่มีแฟนคลับมาก รายการลงทุนนี้ไม่ได้ใหญ่ สไตล์การออกแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละแบบทำออกมาไม่มาก ดาราชอบใส่ ล่าสุดห้างสรรพสินค้าใหญ่ได้นำเสื้อผ้ายี่ห้อนี้เข้าไปขาย ถือว่าไปได้ดี นี่คือลักษณะสตาร์ทอัพที่น่าลงทุน
จรีพร จารุกรสกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น วิเคราะห์ว่า การเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่เพื่อไม่ให้ตกกระแส แต่เป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งจะไปได้ดี ถ้าได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากองค์กรใหญ่ เป็นจุดร่วมที่จะทำให้ทั้งสตาร์ทอัพและองค์กรใหญ่ไปต่อได้
"สตาร์ทอัพอาจเก่งเรื่องเทคโนโลยี แต่ไม่เข้าใจภาพใหญ่ด้านการเงิน การตั้งบริษัทไม่ใช่แค่เก่งเรื่องเทคโนโลยี หรือมีความรู้เฉพาะด้านการเงินแล้วจะสำเร็จต้องมีหลายเรื่องประกอบในองค์กรให้ทำ สุดท้ายสตาร์ทอัพจะโตได้ต้องมองระยะยาวด้วย" จรีพร กล่าว
ขณะที่แนวทางที่บริษัททำเพื่อปรับตัวรับดิจิทัล คือ การตั้งบริษัทใหม่ที่พัฒนาดิจิทัล แพลตฟอร์มรองรับการเติบโตของลูกค้า เน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการทำฐานข้อมูล
ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ มองว่า การที่องค์กรลงทุนในสตาร์ทอัพเป็นการปรับตัวเป็นดิจิทัล (ดิจิไทซ์) เพราะในโลกนี้บริษัทไหนไม่ดิจิไทซ์ บริษัทก็คงอยู่ได้ไม่นาน ไม่ว่าอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม จึงให้ความสำคัญเรื่องดิจิไทซ์ ใครคลำแล้วเจอทางดิจิไทซ์เร็วกว่าเป็นผู้ชนะ
"ใครไม่ทำดิจิไทซ์ถือว่าตกขบวนรถ เพราะดิจิไทซ์เป็นพื้นฐานของทุกอย่างที่ทำในเวลานี้ ซึ่งอนันดาฯ มีแผนยุทธศาสตร์ปูพื้นชัดเจนว่าจะไปอย่างไร สิ่งที่เรายังไม่รู้คืออะไร แล้วหาคนที่รู้สิ่งนั้น เพื่อเจอกัน ขณะที่เวลาและโอกาสสำคัญที่สุดในการดิจิไทซ์ ถ้าหาเทคโนโลยีที่ใช่เจอ แต่คนในองค์กร ไม่พร้อม ไม่เข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์" ชานนท์ กล่าว
ทั้งนี้ ดิจิไทซ์ต้องใช้เวลาพอสมควร การร่วมลงทุนผ่านบริษัทร่วมลงทุน (วีซี) จะเป็นวิธีสำคัญช่วยเชื่อมต่อบริษัทสู่การดิจิไทซ์ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุนคือความไว้ใจ อนันดาฯ มองว่า ครีเอทีฟ เวนเจอร์ ซึ่งเป็นวีซีที่ลงทุนสตาร์ทอัพที่ตั้งอยู่ในซิลิคอน วัลเลย์ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะเชื่อมต่อบริษัทไทยกับเทคโนโลยีในซิลิคอน วัลเลย์ได้ดี จึงเข้าไปร่วมลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุนกอง 2 ของครีเอทีฟ เวนเจอร์
จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ แอดเวนเจอร์ส ภายใต้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งไปลงทุนในสตาร์ทอัพ กล่าวว่า แอดเวนเจอร์ส ตั้งขึ้นเพื่อให้เอสซีจีเชื่อมโยงนวัตกรรมใหม่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอสซีจีได้ รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าและบริการที่ดีขึ้น เร็วขึ้น ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิต โดยการลงทุนจะมีทั้งลงทุนผ่านวีซี และลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพทั้งไทยและต่างประเทศ
สำหรับล่าสุดประเดิมลงทุนผ่านวีซีก้อนแรกในกองทุน เวฟ เมคเกอร์ ซี ฟันด์ 2 ซึ่งเป็นกองทุนที่ 2 ของ เวฟ เมคเกอร์ พาร์ทเนอร์ส ที่มุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ (บีทูบี) ในระดับ เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงซีรี่ส์ เอ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อสตาร์ทอัพคือกระแสเปลี่ยนวงจรธุรกิจโลกที่มาแล้ว ต่อให้บริษัทจดทะเบียนจะใหญ่มั่นคงแค่ไหนก็ต้องเข้าสู่วงจรนี้ด้วยก่อนที่จะไม่มีวงจรให้อยู่เลย แต่การเข้าต้องมีทิศทางและเชื่อมโยงกับธุรกิจที่มีให้ได้







