
บัวหลวงเวนเจอร์ส เฟ้นสตาร์ทอัพ
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์คนรุ่นใหม่มีความฝันที่ต่างจากคนรุ่นเก่า คนรุ่นเก่าฝันเรียนจบออกมาได้ทำงานบริษัทเอกชนดีๆ มีงานมั่นคง แต่เด็กรุ่นใหม่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจเกิดใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) ขณะที่ประเทศไทยมองการผลักดันสตาร์ทอัพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสตาร์ทอัพเป็นนักรบเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
คนรุ่นใหม่มีความฝันที่ต่างจากคนรุ่นเก่า คนรุ่นเก่าฝันเรียนจบออกมาได้ทำงานบริษัทเอกชนดีๆ มีงานมั่นคง แต่เด็กรุ่นใหม่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจเกิดใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) ขณะที่ประเทศไทยมองการผลักดันสตาร์ทอัพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสตาร์ทอัพเป็นนักรบเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่
ธนาคารกรุงเทพจึงตั้งบริษัทลูก บัวหลวงเวนเจอร์ส ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2560
พนุกร จันทรประภาพ ฝ่ายการลงทุนธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บัวหลวง เวนเจอร์ส กล่าวว่า การที่ธนาคารกรุงเทพตั้งบัวหลวงเวนเจอร์ส เพื่อหาบริษัทในไทยที่มีศักยภาพเติบโตเพื่อร่วมลงทุน มองทั้งสตาร์ทอัพและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อตอบโจทย์นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม หรือประเทศไทย 4.0
บัวหลวงเวนเจอร์สไม่มีข้อจำกัดว่าต้องลงทุนเฉพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) เท่านั้น เมื่อไปร่วมลงทุนแล้วจะเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา และจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อให้บริษัทที่ไปลงทุนเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ ประสบการณ์การลงทุนในสตาร์ทอัพของบัวหลวงเวนเจอร์สได้มาจากธนาคารกรุงเทพ เพราะธนาคารมีส่วนงานลงทุนในสตาร์ทอัพหลายราย โดยบัวหลวงเวนเจอร์สเป็นธุรกิจเงินร่วมลงทุน (วีซี) ประเภทที่เงินลงทุนมาจากนักลงทุนรายเดียวคือบริษัทแม่ที่ให้เงินลงทุนมา เรียกว่า ซีวีซี
"วีซีทั่วไปจะระดมเงินลงทุนมาจากนักลงทุนหลายรายที่ต้องการการลงทุนทางเลือก เพราะคาดหวังผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูง ส่วนใหญ่ผู้ที่ลงทุนในวีซีได้คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทประกัน นักลงทุนรายใหญ่ หรือธุรกิจครอบครัว แต่ซีวีซี เช่นบัวหลวงเวนเจอร์ส ไม่ได้มองผลตอบแทนเป็นเรื่องหลัก จะมองความร่วมมือนำเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพมาใช้มากกว่า" พนุกร กล่าว
พนุกร กล่าวว่า เหตุผลที่เห็นบริษัทจดทะเบียนตั้งวีซีลงทุนสตาร์ทอัพมากขึ้น น่าจะมาจากต้องการพันธมิตรเชิง กลยุทธ์ ที่จะมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพราะบริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทขนาดใหญ่ การจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่โดยใช้เทคโนโลยีใหม่มีขั้นตอนมาก การไปร่วมกับสตาร์ทอัพจึงทำได้เร็วกว่า เพราะ สตาร์ทอัพเป็นองค์กรเล็ก มีความ คล่องตัวสูง จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วกว่า
ถือเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย สตาร์ทอัพได้เงินลงทุนสนับสนุนให้โต บริษัทได้เรียนรู้นำเทคโนโลยีที่สตาร์ทอัพทำกลับไปใช้กับองค์กรได้ เช่น ธนาคารกรุงเทพ อาจนำเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพที่บัวหลวงเวนเจอร์สไปทำงานด้วยมาปรับใช้เพื่อให้บริการหรือมีผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น
ด้านรูปแบบสตาร์ทอัพที่วีซีมองว่าน่าสนใจลงทุน คือมองแล้วว่าหลังลงทุนจะขายออกได้ในอนาคต เมื่อบริษัทนั้นโตได้ 3-5 เท่า 10 เท่า หรือเป็น 100 เท่า ปกติแล้วระยะเวลาลงทุนของวีซีคือ 10 ปี แต่บางกรณีครบ 10 ปีแล้วยังออกจากการลงทุนไม่ได้ อาจขอต่ออายุกองทุนได้ แต่รวมแล้วต่อได้ไม่เกิน 2 ปี หรือลงทุนไม่เกิน 12 ปี
ขั้นตอนที่วีซีคัดเลือกสตาร์ทอัพ เริ่มจากหาบริษัทที่น่าสนใจลงทุน อาจตั้งแผนกพัฒนาธุรกิจไปหา ใช้ที่ปรึกษานักลงทุนไปหา หรือใช้ธนาคารซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและมีรายชื่อสตาร์ทอัพที่น่าสนใจอยู่ในมือแนะนำดีลน่าสนใจให้ ต่อมาวีซีจะขอนัดคุยกับผู้ก่อตั้งธุรกิจเพื่อเรียนรู้ธุรกิจ ดูว่าเคมีของผู้ก่อตั้งกับวีซีเข้ากันได้หรือไม่ ศักยภาพการเติบโตของสตาร์ทอัพเป็นอย่างไร
ขั้นถัดไปคือ ต้องทำกระบวนการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะกิจการ (ดิว ดิลิเจนท์) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจ ดูทุกมุม ถ้ารู้สึกว่าบริษัทนี้น่าสนใจก็นำเสนอนักลงทุนอนุมัติการลงทุน หลังอนุมัติจะพูดคุยกับสตาร์ทอัพว่าต้องการให้วีซีเข้าไปช่วยสร้างมูลค่าให้สตาร์ทอัพอย่างไรบ้าง เพราะสิ่งที่วีซีต้องการคือทำให้บริษัทนั้นโต เพื่อสุดท้ายออกจากการลงทุนรับส่วนแบ่งกำไร
การประเมินมูลค่าสตาร์ทอัพจะคิด 2 ส่วน คือ พรี มันนี่ แวลูเอชั่น หรือมูลค่าธุรกิจ ณ ปัจจุบัน ก่อนนักลงทุนเข้าไปร่วมลงทุน และโพสต์ มันนี่ แวลูเอชั่น คือ มูลค่าธุรกิจภายหลังจาก นักลงทุนนำเงินไปร่วมลงทุนแล้ว สมมติสตาร์ทอัพเป็นเหมือนคอนโดมิเนียมเกรดเอ ตั้งอยู่ในทำเลดี จะขาย 1 ล้านบาท แปลว่า พรี มันนี่ อยู่ที่ 1 ล้านบาท ส่วนโพสต์ มันนี่ คือ พอซื้อมือสองมาแล้วต้องปรับปรุงเพิ่ม ใช้เงินปรับปรุง 5 แสนบาท เท่ากับโพสต์ มันนี่ อยู่ที่ 1.5 ล้านบาท ถ้าสตาร์ทอัพบอกว่าต้องการระดมเงิน 1 ล้านบาท ไปทำธุรกิจเพิ่ม 1 ล้านบาท หลังระดมเงินแล้ว กิจการมีเงินทุน 10 ล้านบาท แปลว่า พรี มันนี่ อยู่ที่ 9 ล้านบาท
การวิเคราะห์ว่า สตาร์ทอัพมีมูลค่าน่าสนใจหรือไม่ ถ้าเป็นนักลงทุนสถาบันจะใช้วิธีการทำมูลค่าส่วนลดกระแสเงินสด (ดิสเคาต์ แคชโฟลว์ แวลูเอชั่น) โดยใช้อัตราส่วนลดที่สะท้อนความเสี่ยงของธุรกิจนั้น เริ่มจากวิเคราะห์สตาร์ทอัพโดยเปรียบเทียบในตลาดว่าการซื้อขายบริษัทที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในตลาดซื้อกันที่ราคากี่เท่าแต่ละอุตสาหกรรม
จากนั้นถ้าตั้งเป้าหมายขายออก สตาร์ทอัพใน 10 ปีต้องทำประมาณการ การเงิน 10 ปีข้างหน้า ว่าจะได้ผลตอบแทนปีละเท่าไร แล้วนำราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) คูณ 10 จะได้มูลค่าสตาร์ทอัพนี้ 10 ปีข้างหน้า
เมื่อรู้มูลค่าปีที่ 10 อยากรู้มูลค่าสตาร์ทอัพวันนี้ ก็ใช้วิธีมูลค่าส่วนลดกระแสเงินสดกลับมาดู ซึ่งวีซีส่วนใหญ่จะใช้อัตราสูงมาก 40-75% เพราะสตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อทำแล้วจะได้มูลค่าปัจจุบันควรเป็นเท่าไร จากนั้นก็จะคำนวณได้ว่าหากใส่เงินเข้าไปในธุรกิจเท่านี้ วีซีควรได้หุ้นกี่เปอร์เซ็นต์
เหล่านี้คือวิธีการที่วีซีแบบบัวหลวงเวนเจอร์สใช้เลือกสตาร์ทอัพ







