
จับตาหุ้นไทยกับแนวโน้มบาทอ่อนค่า
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย)จากปัจจัยสนับสนุนจากในประเทศและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยวที่เติบโต รวมถึงกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของไทย หุ้นหลายกลุ่มได้อานิสงส์จากปัจจัยบวกดังกล่าว
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย)
จากปัจจัยสนับสนุนจากในประเทศและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยวที่เติบโต รวมถึงกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของไทย หุ้นหลายกลุ่มได้อานิสงส์จากปัจจัยบวกดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกแต่ก็ยังมีประเด็นให้ต้องติดตามเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ หลักๆ ก็คือ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจับตามองในช่วงนี้ เพราะมีผลโดยตรงต่อตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และจากแนวโน้มของเฟด ที่จะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกับการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง และนั่นทำให้คงหนีไม่พ้นเรื่องทิศทางของ "ค่าเงินบาท" ที่จะส่งผลต่อแนวโน้มและทิศทางของตลาดหุ้นไทย
จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมากระแสเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยจนเป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแตะระดับ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่ ณ ตอนนี้จนถึงปลายปีต้องมาจับตาดูมากขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเฟดที่มีนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปลายปีนี้ รวมทั้งการปรับลดงบการเงินที่เริ่มในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งนั่นจะมีผลกระทบทำให้เงินบาทน่าจะเริ่ม "อ่อนค่า" ลงมาทดสอบที่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์ ในปลายปีได้
เมื่อมองดูในด้านการลงทุนแล้วกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีเงินกู้จากต่างประเทศนั้น การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะส่งผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า "กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี" มีกำไรจากการนำเข้าวัตถุดิบหรือซื้อขายสินค้าที่อิงกับดอลลาร์และได้กำไรส่วนของเงินกู้ต่างประเทศด้วย ดังนั้นจากทิศทางของเงินบาทที่อาจจะอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของปีนี้
ในด้านการลงทุนหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจนั้นผมแบ่งออกเป็นของกลุ่ม ได้แก่ "กลุ่มส่งออก" มองว่ารายของบริษัทในกลุ่มนี้ยังไม่กระทบมาก จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นเพราะนักลงทุนกังวลว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปมากกว่านี้หรือลงไปถึง 32 บาท/ดอลลาร์ หากความกดดันดังกล่าวหมดไป หุ้นที่ถูกขายออกมาก่อนหน้านี้อย่างเช่น "กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์" น่าจะเป็นบวกมากที่สุด ซึ่งหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จะเป็น บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท เอสวีไอ (SVI)
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอยู่เพราะการแข็งค่าของเงินบาทที่ระดับ 33 บาทนี้ อาจมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันที่อาจลดลง แม้ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ประเมินเช่นกันว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่น่าจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก เนื่องจากเป็นการแข็งค่าทั้งภูมิภาค
สำหรับทางด้านกลุ่ม "ผู้นำเข้า" หรือ "ผู้กู้เงินดอลลาร์" นั้น เงินบาทที่แข็งค่าเป็นผลบวกต่อต้นทุนที่ต่ำลงและมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ยืมส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรงกลั่น น้ำมันและปิโตรเคมี อาทิ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท เอสพีอาร์ซี (SPRC) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)
แต่หาก "เงินบาทอ่อนค่า" นั่นจะทำให้บริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์ที่ลดลง แต่จะไม่ถึงขั้นที่เป็นผลลบอย่างมีนัย สำคัญต่อบริษัท เนื่องจากราคาขายส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมาก ในการลงทุนช่วงที่เหลือของปีนี้แม้ว่าผลกระทบจากค่าเงินอาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่กระทบการลงทุนมากนัก แต่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาสูงถึงระดับ 1,700 จุดนั้น เป็นการลงทุนที่ถือราคาหุ้นไม่ถูกนัก นักลงทุนอาจจะต้องระมัดระวังบ้าง อาจจะต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงทุนมากนักในช่วงนี้ ดังนั้นจึงต้องติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดและมีที่ปรึกษาการลงทุนที่ดี
ด้วยความผันผวนของเศรษฐกิจและการลงทุนดังกล่าว KTBST Private Wealth Management ยังคงให้คำแนะนำการลงทุนและจัดสรรสินทรัพย์ด้วยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายให้แก่ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับท่านที่ต้องการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนส่วนบุคคล สามารถติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนได้ที่ KTBST Private Wealth Management 02-648-1730, 02-648-1731







