posttoday

ประกันรถแข่งตัดราคา ลดต้นทุนยื้อจ่ายเคลม

12 ตุลาคม 2560

วารุณี อินวันนา ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัยรถยนต์มีการแข่งขันตัดราคากันมาขึ้นและมีแนวโน้มต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง ทำให้เมื่อเกิดปัญหาบริษัทประกันภัยยื้อในการจ่ายเคลม ซึ่งมีปัญหาร้องเรียนจำนวนมาก

วารุณี อินวันนา

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัยรถยนต์มีการแข่งขันตัดราคากันมาขึ้นและมีแนวโน้มต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง ทำให้เมื่อเกิดปัญหาบริษัทประกันภัยยื้อในการจ่ายเคลม ซึ่งมีปัญหาร้องเรียนจำนวนมาก

แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงหลากกลยุทธ์ อาทิ การลดราคาเบี้ยโดยตรง โดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง

โดยมีทั้งการลดราคาจากการที่ทำตลาดกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับพฤติกรรมการขับขี่เพื่อได้รับสิทธิเบี้ยที่ต่ำลงในปีถัดไป การหันมาขายประกันภัยประเภท 2 บวก และประเภท 3 บวก รวมถึงการลดทุนประกันภัยลง เพื่อให้เบี้ยต่ำจูงใจให้คนหันมาซื้อประกันภัยรถยนต์มากขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2555 เบี้ยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์อยู่ที่ 1.26 หมื่นบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 1 หมื่นบาทต้นๆ ซึ่งปีนี้มีการให้ส่วนลดเบี้ยจากการติดกล้องวงจรปิดราคาก็จะถูกลงอีก

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมที่เกิดจากค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก 85.45% ในปี 2556 มาอยู่ที่ 95.31% เมื่อปี 2559 ส่วนปี 2560 ยังไม่ทราบเท่าไร แต่ในครึ่งแรกของปีนี้จะเห็นว่ากำไรรวมของทั้งธุรกิจเหลือประมาณ 5,500 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีประมาณ 9,500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัท ประกันภัยที่นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนา เพื่อลดต้นทุนต่างๆ รวมถึงมีการคำนวณความเสี่ยงที่แม่นยำ เพื่อทำให้เบี้ยประกันภัยราคาถูกลงไม่น่าเป็นห่วง เพราะกลุ่มนี้ช่วงแรกๆ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะสูงไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ในระยะยาวแล้วจะคุ้มค่าและเป็นการวางพื้นฐานทางธุรกิจให้แข็งแรงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

ส่วนกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือที่หั่นราคาเบี้ยลง โดยมีเหตุผลเดียวเพื่อให้ได้เบี้ยเข้ามาเร็วๆ ท้ายที่สุดแล้วจะไม่มีเงินเหลือมาพัฒนาบริษัทอาจจะถึงขั้น ทำให้ลูกค้าเดือดร้อนจากการไม่มีเงินจ่ายสินไหมทดแทน ทำให้ภาพลักษณ์รวมของธุรกิจเสียหายไปด้วย

ด้าน อานนท์ วังวสุ เลขาธิการสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า การทำธุรกิจประกันภัยจะต้องเปลี่ยน ด้วยการเลิกแข่งขันคิดเบี้ยราคาถูก เช่น ที่บางบริษัทรับประกันภัยรถยนต์ทุกพื้นที่ราคาเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่แท้จริง หรือการลดวงเงินความคุ้มครองเหลือต่ำๆ เหลือ 3 แสนบาท เพื่อจะทำให้เบี้ยถูกลง พอเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาลูกค้าจะต้องควักกระเป๋าจ่ายชดเชย เพราะความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ การเก็บค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ต่ำๆ ทำให้ต้องมาเข้มงวดกับการจ่ายสินไหมทดแทน ด้วยการกดราคาต่ำๆ และใช้เวลาในการเจรจานานกว่าปกติ บางกรณีสินไหมไม่ถึง 1 แสนบาท ใช้เวลาในการนัดเจรจา 4-5 ครั้ง และเกือบทุกบริษัทยังคงมี นโยบายคุมอัตราการจ่ายสินไหมไม่ให้เกิน 60% เพื่อจะได้มีกำไร แต่ไม่ได้ปรับปรุงเรื่องเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง และไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาลดต้นทุน

ในขณะที่ต่างประเทศมีการจ่ายสินไหมอยู่ที่ 72-75% ซึ่งสูงกว่าไทยแต่ก็อยู่ได้ เพราะมีการหารายได้จากการลงทุนเข้ามาเสริม

หากบริษัทประกันภัยยังคงทำธุรกิจแบบแนวคิดเดิมๆ เมื่อเกิดการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย และเปิดเสรีประกันภัยอาเซียนมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาจะทำให้ธุรกิจไปไม่รอด

สำหรับ 7 เดือนแรกที่ผ่านมา เบี้ยประกันภัยรับรวม 7 เดือน มีจำนวน 1.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.37% แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์มี 7.28 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.24% ตามการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ทั้งนี้ 15 บริษัทประกันภัยแรกครองส่วนแบ่งเบี้ยประกันภัย 73% หรือ 9.12 หมื่นล้านบาทของเบี้ยรับรวม ในขณะที่อีก 45 บริษัท มีส่วนแบ่งเบี้ยประกัน 27% หรือ 3.3 หมื่นล้านบาท โดยในปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ยังไม่ได้ลงมาแข่งเบี้ย เพราะอยากให้เวลารายเล็กปรับตัวจะได้รับมือกับการเปิดเสรีที่กำลังเข้ามา

ข่าวล่าสุด

ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ “กำปั่นทอง-กระบุงทอง” รับดอกเบี้ยสูงสุด 8.88%