
บอสตัน กับ กรุงเทพฯ
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยภารกิจการเดินทางเยือนมหาวิทยาลัยสุดยอดของโลกที่สหรัฐอเมริกา ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้มาถึงเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในเขตนิวอิงแลนด์ และเป็นรัฐประวัติศาสตร์สำคัญของสหรัฐ ตั้งแต่การเริ่มตั้งถิ่นฐานอาณานิคม มากระทั่งคนอเมริกันทนไม่ได้กับการขึ้นภาษีของอังกฤษ จนเข้าทำลายสินค้าชาที่ท่าเรือบอสตัน หรือ Boston Tea Party ใน ปี ค.ศ. 1773 ซึ่งถือเป็นการจุดชนวนของสงครามประกาศอิสรภาพในเวลาต่อมา
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ภารกิจการเดินทางเยือนมหาวิทยาลัยสุดยอดของโลกที่สหรัฐอเมริกา ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้มาถึงเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในเขตนิวอิงแลนด์ และเป็นรัฐประวัติศาสตร์สำคัญของสหรัฐ ตั้งแต่การเริ่มตั้งถิ่นฐานอาณานิคม มากระทั่งคนอเมริกันทนไม่ได้กับการขึ้นภาษีของอังกฤษ จนเข้าทำลายสินค้าชาที่ท่าเรือบอสตัน หรือ Boston Tea Party ใน ปี ค.ศ. 1773 ซึ่งถือเป็นการจุดชนวนของสงครามประกาศอิสรภาพในเวลาต่อมา
เมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองการศึกษาขนานแท้ เพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกทั้งเอ็มไอทีและฮาร์วาร์ด และยังเป็นเขตเมืองที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง พระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ค.ศ. 1927 ขณะที่พระราชบิดาทรงเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณะ ทปอ.ยังได้ไปเยือน "จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช หรือ King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square" แท่นศิลาจารึกเพื่อรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลก ที่ทรงพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา
พลเมืองบอสตันส่วนมากเป็นคนมีการศึกษาสูง หรือเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิ จนอาจถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนจบปริญญาเอกและมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของบริษัทด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือสตาร์ทอัพ ที่มุ่งเน้นทำงานวิจัยขั้นสูง ทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์ ชีวะการแพทย์ เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยทางการทหาร ซึ่งย้ายมาตั้งฐานที่นี่ เพราะต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงเหล่านี้ จนเกิดเป็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ที่จัตุรัสเคนดัล หรือ Kendall Square ติดขอบมหาวิทยาลัยเอ็มไอที สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเมืองบอสตันได้มหาศาล
สอดคล้องกับงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ศาสตราจารย์เอ็ดวาร์ด เกลเซอร์ (Edward Glaeser) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เขียนหนังสือที่ขายดีที่สุดของนิวยอร์กไทมส์เรื่อง "ชัยชนะของเมือง" (Triumph of the City) ที่แสดงสถิติว่าสาเหตุที่เมืองบอสตันประสบความสำเร็จกว่าเมืองอื่น เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์สัมพันธ์กับจำนวนพลเมืองที่มีการศึกษาสูง ซึ่งแตกต่างกับเมืองดีทรอยต์ ซึ่งในอดีตเคยรุ่งเรืองกับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ แต่ปัจจุบันกลับเป็นเมืองล้มละลาย เพราะมีพลเมืองจบระดับปริญญาอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นคนใช้แรงงานเท่านั้น ดังนั้นเมืองใดที่มีพลเมืองที่มีคุณภาพดีอยู่มากเท่าไร เมืองนั้นย่อมพัฒนาไปได้มากขึ้นเท่านั้น
บอสตันจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาเมืองในอนาคต ซึ่งไม่ใช่แต่จะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและเรื่องสาธารณูปโภคเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องการศึกษาด้วย ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาดูโรงเรียนสังกัด กทม. 437 โรงเรียน แล้วน่าเห็นใจมากเพราะมีนักเรียนได้คะแนนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เฉลี่ยต่ำที่สุดในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ มิฉะนั้นอนาคตพลเมืองของกรุงเทพฯ จะไม่ใช่พลเมืองคุณภาพ ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และไม่สามารถจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของชาติได้
ที่ว่าปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ คือ รถติด น้ำท่วม จึงอาจจะไม่ใช่ ปัญหาใหญ่ที่น่ากลัวที่สุด แต่คงเป็นปัญหาคุณภาพของพลเมือง ที่น่าจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป เราจึงต้องสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการศึกษา เพราะที่จริงแล้วในปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมชั้นนำ และมหาวิทยาลัยไทยชั้นนำก็อยู่ในกรุงเทพฯ แทบทั้งสิ้น เพียงแต่ขาดการเชื่อมโยงกับชุมชนเท่านั้นเอง
หากเราสามารถยกระดับโรงเรียนในสังกัด กทม.ให้มีศักยภาพสูงขึ้น และสามารถแข่งขันได้กับมหานครอื่นในโลก ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาเมืองแห่งนี้ให้ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ได้อย่างแท้จริง







