posttoday
จับชีพจรหนี้ครัวเรือน ชะลอตัวแต่อ่อนแอ

จับชีพจรหนี้ครัวเรือน ชะลอตัวแต่อ่อนแอ

12 ตุลาคม 2560

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์จากรายงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ระบุว่าแม้เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดที่อาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไปได้ โดยเฉพาะปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลงจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

จากรายงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ระบุว่าแม้เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดที่อาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไปได้ โดยเฉพาะปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลงจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา สถานการณ์หนี้ครัวเรือนเริ่มชะลอตัว ต่อเนื่องส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อจีดีพีปรับตัวลดลงต่อเนื่องมา 6 ไตรมาส หรือที่เรียกกันว่า debt deleveraging "การลดลงของสัดส่วนหนี้ต่อรายได้" โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมาอยู่ที่ 78.4% ในไตรมาส 2/2560 จากระดับ 78.7% ในไตรมาส 1/2560

โดยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2560 จะขยับสูงขึ้นมา อยู่ที่ 11.603 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ปีก่อน แต่เป็นอัตราการเพิ่มที่น้อยลงจาก 3.2% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา

แต่เมื่อดูไส้ในพบว่าสัดส่วนหนี้ ที่ลดลงนั้นเพราะกลุ่มครัวเรือนที่มี รายได้สูง แต่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยกลับมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันรายได้ก็ยังทรงตัว นั่นหมายถึง จะกระทบความสามารถในการชำระ หนี้ด้วย และสัดส่วนหนี้รถยนต์ก็ ลดลงมา เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาโครงการรถคันแรก

แม้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็นับว่าเป็นการเพิ่มในอัตราที่ชะลอลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดคงค้างหนี้สินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.1% ในไตรมาส 2/2560 ชะลอลงจากที่เติบโต 3.2% ในไตรมาส 1/2560 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และน้อยกว่าการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในปี 2559 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยต่อไตรมาสประมาณ 4%

โดยภาพรวมหนี้ครัวเรือนจะเป็นหนี้ที่มาจากการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านและรถยนต์ก็ถือว่ายังเป็นสินเชื่อที่หลักประกัน

แต่หากพิจารณาลงไปใน รายละเอียดจะพบว่าในไตรมาส 2/2560 ภาระหนี้เพื่อการอุปโภค บริโภคที่ไม่มีหลักประกันทั้งในส่วน ที่สะท้อนผ่านสินเชื่อบัตรเครดิต ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมาที่ 6.1% (จาก 8.9% ในไตรมาส 1/2560) และสินเชื่อส่วนบุคคล 4.1% (จาก 4.4 ไตรมาส 1/2560)

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ชะลอการเติบโตลงอย่างต่อเนื่องมีสาเหตุหลักๆ อาจจะมาจากสถาบันการเงินยังคงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และมีความเข้มงวดคุณภาพของสินเชื่อมากขึ้น

ในขณะเดียวกันฝ่ายครัวเรือนเองก็จะชะลอการก่อหนี้ เนื่องจากมีภาระหนี้อยู่ในระดับที่สูงอยู่ก่อนแล้ว

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรประเมินว่า ในปี 2560 หนี้ครัวเรือนของไทยจะชะลอลงไปอยู่ที่ใกล้กรอบล่างของช่วงประมาณการที่ 78-79% ต่อจีดีพี และต้องยอมรับว่าแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2560 จะลดต่ำลงจากปี 2559 แต่ภาระหนี้สินของครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ก็น่าจะยังสะท้อนว่า กำลังซื้อและบรรยากาศของการใช้จ่ายภาคเอกชนอาจมีกรอบการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจำกัด

สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ทำการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนปี 2560 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 91.1% ยอมรับว่ามีหนี้ ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี มีเพียง 8.9% เท่านั้นที่ระบุว่าไม่มีหนี้สิน

โดยเฉลี่ยจะมีหนี้ประมาณ 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน มีภาระการผ่อนชำระหนี้เดือนละ 15,438 บาท เพิ่มขึ้น 3.69%

เมื่อแยกประเภทของหนี้แล้วพบว่า ส่วนใหญ่ 32.4% เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายทั่วไป รองลงมา 30.5% เป็นหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์และบ้าน 16.6% เป็นหนี้เพื่อชำระหนี้เก่า และ 3.8% เป็นหนี้ บัตรเครดิต

ทั้งนี้ เป็นหนี้ในระบบ 42.4% หนี้นอกระบบ 1.2% และเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ 56.4% ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.4% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 10 ปี

สัญญาณที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่า คุณภาพหนี้ครัวเรือนเริ่มที่จะมีปัญหา โดยผลสำรวจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ 79.3% เคยผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากสินค้ามีราคาแพง เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว สถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น และมีรายได้ลดลงขณะที่ ค่าครองชีพสูงขึ้น

แม้ว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลง แต่ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพการชำระหนี้ของ ครัวเรือนด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ยอดหนี้เพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับไม่ได้เพิ่มตามนั้น ประกอบกับค่าครองชีพที่ สูงขึ้น จะส่งผลให้หนี้ภาคครัวเรือนจะต้องมีปัญหาหนี้เสียมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสนอว่า รัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชน สิ่งสำคัญคือการแก้ไขปัญหาในเรื่องของค่าครองชีพ ดูแลสวัสดิการให้กับประชาชน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ส่งเสริมรายได้ให้กับประชาชน

ในขณะเดียวกันควรจะจัดหาแหล่งเงินในระบบที่มีดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมๆ กับการฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น

รวมถึงการสร้างวินัยในการ ก่อหนี้ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการ ลดความเปราะบางทางการเงินให้กับภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทย ในภาพรวมด้วย n

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน