posttoday
วัฒนธรรมใหม่เตือนภัย

วัฒนธรรมใหม่เตือนภัย

14 ตุลาคม 2560

เส้นบางๆ ระหว่างความตื่นตระหนกกับเฝ้าระวังต้องจับตาในการเตือนภัยพิบัติต่างๆ ของประเทศไทย

เส้นบางๆ ระหว่างความตื่นตระหนกกับเฝ้าระวังต้องจับตาในการเตือนภัยพิบัติต่างๆ ของประเทศไทย เกิดเป็นข้อถกเถียงขยายผลมาเป็นความขัดแย้งหลายครั้ง เมื่อภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นจริงและสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศควรจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการเตือนภัยพิบัติต่างๆ ให้เป็นมาตรฐาน สร้างการรับรู้ให้กับสังคม ได้เข้าใจถึงการเตือนภัย การเฝ้าระวัง การรับมือกับอุบัติภัยให้ทันการณ์ไม่ตื่นตระหนกอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหรือลดความเสียหายให้มากที่สุด

อย่างความเห็นต่างที่เกิดขึ้นล่าสุดในเรื่องของศาสตร์ทางอุตุนิยมวิทยา การชลประทาน การป้องกันอุทกภัย เมื่อผู้เชี่ยวชาญวงการน้ำศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ออกมาเตือนว่าช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ที่เป็นช่วงฤดูมรสุมต้องจับตาเรื่องพายุเป็นพิเศษ ซึ่งปกติจะมีคาดการณ์จำนวนพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกมีพายุโซนร้อนเฉลี่ย 26 ลูก พายุไต้ฝุ่นที่อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนเฉลี่ย 16 ลูก แต่ปี 2560 นี้มีพายุโซนร้อน 11 ลูก และพายุไต้ฝุ่น 2 ลูก หากคิดตามสถิติยังเหลือพายุอีก 10 ลูก ที่อาจจะเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก และอาจส่งผลกระทบกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยพายุปีละ 16 ลูก เป็นเรื่องที่ไม่มีใครบอกได้แม่นยำว่ามีจำนวนที่มากหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว รวมถึงไม่สามารถระบุทิศทางการพัดได้ ที่ทำได้คือต้องเฝ้าระวังหลังจากเกิดแล้ว ซึ่ง
คาดการณ์ล่วงหน้าถึงเส้นทางพายุได้ 7 วันล่วงหน้า และทำให้มีข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยได้ โดยการจัดทำแผนที่จะบอกถึงเส้นทางผ่านแต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดปริมาณฝนจนเกิดพายุแล้ว

พร้อมยกตัวอย่างล่าสุด กรณีน้ำท่วมหนักที่ จ.สกลนคร ถือเป็นความชะล่าใจในข้อมูลว่า เกิดพายุเซินกาที่ดูเหมือนจะลดกำลังลงและจะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ จึงคาดว่าไม่น่าจะทำให้ฝนตกหนัก และไม่ยกระดับเตือนภัย แม้ปัจจัยหนึ่งมาจากน้ำที่ล้นจากอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นหลังทำนบคันดินพังลง แต่สาเหตุหลักๆ มาจากปริมาณน้ำฝนที่มีมากกว่าทุกปี โดยถ้าดูจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่ตกใน จ.สกลนคร วันที่ 26-28 ก.ค.มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบ 30 ปี ดังนั้นหลังจากนี้จะต้องติดตามเส้นทางพายุอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินตามสถานการณ์จริงในพื้นที่

ผลจากการเตือนว่ายังต้องติดตามจะมีพายุอีกถึง 10 ลูก ที่อาจกระทบถึงไทยดังกล่าว ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาโต้พร้อมยกหลักทางวิชาทางอุตุนิยมวิทยามาหักล้าง เช่น ต้องใช้หลายโมเดล ต้องดูคาดการณ์ในประเทศใกล้เคียงมาประเมินพายุ พร้อมอธิบายว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องมั่นใจก่อนว่าพายุจะสร้างผลกระทบจริงถึงจะเตือนภัย ไม่เช่นนั้นการเตือนอาจสร้างความตื่นตระหนก และหากภัยพิบัติไม่เกิดขึ้น ก็อาจโดนด่า ต้องออกมารับผิดชอบที่ทำให้สังคมตื่นกลัว

บนความขัดแย้งดังกล่าวน่าจะถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องให้ความรู้เรื่องการเตือนภัยเป็นมาตรฐานว่าแต่ละขั้นสังคมโดยรวมจะต้องรับมือในระดับไหน เป็นการเตือนให้แค่รู้ เป็นการเตือนให้แค่เฝ้าระวัง เป็นการเตือนให้เตรียมพร้อมบางส่วน หรือในขั้นสูงมากขึ้นตามคาดการณ์วิกฤตที่มาก เพราะการพยากรณ์อากาศจะแม่นยำช่วง 2-3 วัน รวมทั้งภัยพิบัติสมัยใหม่รุนแรงมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน อีกทั้งปัจจัยการคุมการเติบโตของเมืองตามเศรษฐกิจ การวางผังเมืองส่วนใหญ่ไร้ระเบียบสร้างตึกกีดขวางทางน้ำ ทำให้ภัยพิบัติสร้างความเสียหายได้มากขึ้น ดังนั้นถ้าวางมาตรฐานได้ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันก็จบ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก