posttoday
เกณฑ์กำกับกดดันแบงก์

เกณฑ์กำกับกดดันแบงก์

14 ตุลาคม 2560

ภาพรวมธุรกิจแบงก์ยังคงถูกกดดันเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์การกำกับดูแลเสถียรภาพ

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ภาพรวมธุรกิจแบงก์ยังคงถูกกดดันเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์การกำกับดูแลเสถียรภาพ ส่งผลให้ต้องนำผลกำไรที่ได้บางส่วนมาเติมลงไปในกองทุน-สำรอง ขณะที่ฝั่งหารายได้ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ในเมื่อตัวสินเชื่อเองก็ยังปล่อยไม่ค่อยออก

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางกำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2561 ยังถูกกดดันจาก หลักเกณฑ์กำกับดูแลของทางการที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการดำรงเงินกองทุนที่ต้องดำเนินการตามเกณฑ์บาเซิล 3 และหลักเกณฑ์ทางบัญชี IFRS 9 รวมทั้งแรงกดดันจากการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมหลังจากเข้าสู่การเป็นสังคมไม่ใช้เงินสด

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องดำรงเงินกองทุนเพิ่มมากขึ้น ตามหลักเกณฑ์บาเซิล 3 ที่ต้องมีอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation Buffer) โดยตามเกณฑ์ระบุว่า ปี 2560 ต้องดำรงเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ระดับ 7.25% ปี 2561 เพิ่มเป็น 7.875% และปี 2562 เพิ่มเป็น 8.5% ซึ่งทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) เพิ่มเป็น 9.75% 10.375% และ 11% ตามลำดับ

"ตอนนี้ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าแบงก์ต้องมีบัฟเฟอร์เท่าไหร่ ซึ่งตามกำหนดจะอยู่ที่ 0-2.5% โดยบัฟเฟอร์นี้จะใช้เบรกช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรง มีความเสี่ยงปล่อยสินเชื่อเยอะจนเกิดฟองสบู่ซ้ำกัน ดังนั้นหากพิจารณาเห็นว่าสินเชื่อต่อจีดีพี โอเวอร์ฮีต อาจเห็นการกำหนดบัฟเฟอร์สูง แต่ถ้าไม่ร้อนแรงก็อาจจะกำหนดต่ำ เพราะบัฟเฟอร์มีผลต่อต้นทุนการปล่อยสินเชื่อ (Cost of Capital)" ธัญญลักษณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 ธนาคารที่มีความสำคัญต่อเชิงระบบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (Domestic Systemically Important Banks) อาจมีภาระเพิ่มขึ้นกว่าธนาคารอื่น จากการที่ต้องเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 1 อีก 1% จากขั้นต่ำ ภายในปี 2563 ซึ่ง 5 ธนาคารประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์

สำหรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (IFRS 9) จะมีผลบังคับใช้ปี 2562 มีผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มมากขึ้น ตามมาตรฐานใหม่ที่ให้ประเมินความเสี่ยงในอนาคตด้วย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองและปล่อยสินเชื่อใหม่ภายใต้ความระมัดระวังอย่าง ต่อเนื่อง จากเดิมคาดว่า ภาระตั้งสำรองจะลดลงหลังหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ธัญญลักษณ์ กล่าวว่า การยกระดับประเทศเป็นสังคมไม่ใช้เงินสด (แคช เลสโซไซตี้) จะเริ่มมีผลกระทบกับรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจนในปี 2561 หลังจากทยอยพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ออกมาให้บริการในปี 2560 เช่น พร้อมเพย์ และอีดีซี ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนและทำธุรกรรมลดลงในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ระหว่างที่โครงสร้างกำลังเปลี่ยนผ่าน ธนาคารพาณิชย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น บิ๊กดาต้า แมชีนเลิร์นนิ่ง ในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า และนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ที่สอดคล้องความต้องการเฉพาะเจาะจงแต่ละบุคคล ซึ่งรายได้จากบริการใหม่จะเข้ามาชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่หายไป

"เรามองว่า สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวม จากปัจจุบันเฉลี่ยจะอยู่ 40:60 คงไม่ลดลง แต่จะเปลี่ยนรูปแบบไป โดยค่าธรรมเนียมธุรกรรมลดลงและมีค่าธรรมเนียมบริการอื่นจะเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากธนาคารใดไม่ปรับตัวเลยสัดส่วนค่าธรรมเนียมจะลดลงแน่นอน แล้วก็จะเหนื่อยกับฝั่ง สินเชื่อ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย" ธัญญลักษณ์ กล่าว

ทางด้านรายได้ดอกเบี้ย ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการต้นทุนเป็นหลัก เพราะส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) ปรับขึ้นยากมากโดยในปีหน้าอาจจะมีช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะส่งผลดีต่อนิมในไตรมาสนั้นที่มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็เป็นปัจจัยชั่วคราว ซึ่งในภาพใหญ่มีแรงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย (มาร์จิ้น) จากการแข่งขันระหว่างธนาคาร ลูกค้ามีทางเลือกการระดมทุน และทำผลิตภัณฑ์เงินฝากให้แข่งขันได้

ส่วนแนวโน้มการขยายสินเชื่อ ยังเป็นไปตามภาพเศรษฐกิจก็อยู่ระหว่างฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในภาวะที่กำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยยังคงเห็นธนาคารเติบโตสินเชื่อรายใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่ำและมาร์จิ้นต่ำต่อเนื่อง จนกว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยจะกลับมา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะกลับมาเมื่อใด ต้องใช้เวลาอีกระยะหลังจากอัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเริ่มปรับลดลง

ธัญญลักษณ์ กล่าวว่า ทิศทางกำไรในไตรมาส 3 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 เนื่องจากในไตรมาส 2 มีการตั้งสำรองพิเศษของธนาคารแห่งหนึ่ง ทำให้เครดิตคอสต์เฉลี่ยของทั้งระบบเพิ่มขึ้นจาก 1.22% เป็น 1.5% โดยไตรมาส 3 คาดว่าการตั้งสำรองจะกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตขึ้นเล็กน้อยราว 5% นิมใกล้เคียงเดิมที่ระดับ 3.24% มาจากการบริหารต้นทุนเงินฝากเป็นหลัก

"ไตรมาส 3 ที่มองว่าเอ็นพีแอลจะปรับขึ้นพีกของวัฏจักรรอบนี้ ไม่ได้มีผลต่อการตั้งสำรองสูงสุด เพราะแต่ละธนาคารมีการทยอยกันสำรองจนเฉลี่ย อยู่ที่ 160% มาแล้วล่วงหน้า ซึ่งธนาคารตั้งสำรองภายใต้ความระมัดระวังเศรษฐกิจมาหลายปี เห็นได้จากเครดิตคอสต์ ช่วงปกติไม่ถึง 1% แต่ไตรมาส 3 ปีนี้เครดิตคอสต์ไปถึง 1.5%" ธัญญลักษณ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท