
พรรคควรเริ่มเตรียมตัวสู่การเลือกตั้ง
มีข่าวจากคุณมีชัยว่า ในเมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว
โดย โคทม อารียา
มีข่าวจากคุณมีชัยว่า ในเมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว คสช.น่าจะพิจารณาแก้ไขคำสั่งของตนให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป.ดังกล่าว ผมตีความจากคำพูดคุณมีชัยได้ว่า ควรให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันเริ่มดำเนินกิจการได้แล้ว โดยเฉพาะให้พรรคการเมืองเหล่านี้เริ่มทำตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.ป.ที่บัญญัติให้พรรค
- แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน
- ดำเนินการให้มีสมาชิกครบ 500 คนภายใน 180 วัน
- จัดให้มีทุนประเดิม 1 ล้านบาทภายใน 180 วัน
- จัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน, 5000 คน และ 1 หมื่นคน จ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 180 วัน, 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ (อัตราปกติไม่น้อยกว่า 100 บาท/ปี แต่ในบทเฉพาะกาล ลดเหลือไม่น้อยกว่า 50 บาทในปีแรก ส่วนอัตราตลอดชีพไม่น้อยกว่า 2,000 บาท)
- จัดให้มีสาขาพรรคไม่น้อยกว่า 4 สาขา แต่ละสาขามีสมาชิกไม่น้อยกว่า 250 คนภายใน 180 วัน
- จัดให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งหัวหน้าสาขาเข้าร่วมเพื่อแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป. ภายใน 180 วัน
- จัดให้ที่ประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคภายใน 180 วัน
- สำหรับเขตเลือกตั้งที่จะส่งผู้สมัคร จัดให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 คน และจัดให้มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดของเขตเลือกตั้งนั้นให้ครบถ้วนภายใน 180 วัน (บทเฉพาะกาลอนุโลมให้ส่งผู้สมัครได้ทุกเขตในจังหวัดที่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดนั้น)
- ในกรณีเตรียมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วยกรรมการบริหารจำนวนหนึ่ง และหัวหน้าสาขากับตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเลือกกันเองจำนวนหนึ่ง
การอ่านและทำความเข้าใจ พ.ร.ป.ฉบับนี้ สำคัญมากทั้งสำหรับพรรคเดิมและสำหรับพรรคที่จะตั้งใหม่ เพราะถ้าพลาดพลั้งอะไรไปก็อาจจะถูกลงโทษ (บทลงโทษตาม พ.ร.ป.นี้มีอยู่ด้วยกัน 40 มาตรา) ดังนั้น ถ้า คสช.ไม่ผ่อนคลายคำสั่งของตน เพื่อให้พรรคหรือผู้ที่คิดจะตั้งพรรคดำเนินการได้แต่เนิ่นๆ ก็ย่อมไม่แฟร์ที่จะไปลงโทษเขา เพราะเขาต้องดำเนินการอย่างจวนเจียน ทั้งๆ ที่กฎหมายได้เอื้ออำนวยเวลาให้ตามสมควร
พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองบัญญัติว่า พรรคใดจะดำเนินการสรรหาผู้สมัครไว้เป็นการล่วงหน้า ก่อนวันประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส.ก็ได้ ลองคิดดูว่าพรรคใหม่อาจดำเนินการสรรหาดังกล่าวได้ช้ากว่าพรรคเดิม เพราะต้องจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร และให้สมาชิกในจังหวัดลงคะแนนเลือกผู้ที่ยื่นใบสมัครเพื่อขอได้รับเลือกเป็นผู้สมัครในทำนอง Primary Vote พรรคใหม่ที่เริ่มได้ช้ากว่าก็อาจเสียเปรียบในการหาเสียงในเขตเลือกตั้งของตน เพราะหาเสียงหรือทำตนให้เป็นที่รู้จักต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในเวลาที่สั้นกว่า
ขอมองข้ามช็อตการสรรหาผู้สมัคร สส. ไปถึงการรับสมัครโดย กกต. และเลยไปถึงการลงคะแนนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ กกต.จะปิดการรับสมัครการเลือกตั้ง สส. พรรคการเมืองที่สนใจสามารถเสนอชื่อบุคคลจำนวนไม่เกิน 3 คน เพื่อให้ที่ประชุมร่วมของ สส.และ สว. (ซึ่งขอเรียกว่าที่ประชุมรัฐสภา) พิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผู้ถูกเสนอชื่อต้องยินยอมและได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดียว
การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีมีหลายขั้นตอน คือ
- การเสนอชื่อ : ให้พรรคการเมืองที่มี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน เสนอชื่อจากรายชื่อบุคคลที่เคยยื่นต่อ กกต. ซึ่งขอเรียกว่ารายชื่อคนใน
- การเห็นชอบการเสนอชื่อ : โดยมติเสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา
- มติแต่งตั้งบุคคลที่ผ่านการเห็นชอบการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี : ต้องเป็นมติที่ได้รับความเห็นชอบจาก สส.และ สว. รวมกันไม่น้อยกว่า 375 เสียง
- การเลือกคนนอก : ในกรณีที่ไม่สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจาก รายชื่อคนใน สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 375 คน สามารถเข้าชื่อเสนอให้เลือกจากคนนอกได้
- มติแต่งตั้งบุคคลที่เป็นคนนอกให้เป็นนายกรัฐมนตรี : ต้องเป็นมติที่ได้รับความเห็นชอบจาก สส.และ สว. รวมกันไม่น้อยกว่า 500 คน
หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงทั้งข้างบนและต่อไปนี้ สมมติว่ามี สส.เต็มจำนวน 500 คน และมี สว.เต็มตามบทเฉพาะกาล 250 คน หากมีน้อยกว่านี้ตัวเลขก็จะลดลง
ในการลงคะแนนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง มีฉากทัศน์ (Scenario) ที่เป็นไปได้หลายฉาก ในที่นี้ขอเสนอฉากทัศน์ที่น่าจะเป็นไปได้เพียง 4 ฉาก ดังนี้
1) สส.จากหลายพรรครวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่า 375 คน สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากคนในได้
2) สส.และ สว.รวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่า 500 คน เช่น ประกอบด้วย สว. 250 คน สส.ไม่น้อยกว่า 250 คน สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากคนนอก (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนจาก คสช.)
3) สส.และ สว. รวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่า 375 คน เช่น ประกอบด้วย สว. 250 คน สส.ไม่น้อยกว่า 125 คน สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากคนใน (สันนิษฐานว่าเป็นคนที่ คสช.ส่งมาแต่เนิ่นๆ)
4) สส.จากหลายพรรครวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่า 250 คน แต่ไม่ถึง 375 คน ตามข้อ 1) จึงต้องพึ่ง สว.อีกอย่างน้อย 125 คน เพื่อเลือกรัฐมนตรีคนใน (อาจเป็นหัวหน้าของพรรคที่มี สส.มากที่สุด หรือคนที่ คสช.ส่งมาแต่เนิ่นๆ แล้วแต่ฝ่ายใดจะมีอำนาจต่อรองมากกว่ากัน)
สังเกตได้ว่าในฉากทัศน์ที่ 1) พรรคการเมืองได้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร แต่อาจถูกอำนาจอิสระสอยเอาง่ายๆ ในฉากทัศน์ที่ 2) ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งยอมสยบต่อฝ่ายที่มาจากแต่งตั้งผ่าน คสช. (มีการสรรหาหรือเลือกกันเอง แล้วให้ คสช.เลือกอีกที) ฝ่าย คสช.ได้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร แต่อาจถูก สส.ที่ให้การสนับสนุนบางคนเรียกร้องในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ในฉากทัศน์ที่ 3) รัฐบาลเสี่ยงต่อการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในฉากทัศน์ที่ 4) มีดุลยภาพเชิงอำนาจพอสมควร และอาจมีเสถียรภาพ หากบริหารราชการเข้าตาประชาชน
สรุปว่าการบริหารราชการหลังการเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพรรคการเมือง สส.และ สว. หากเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจหรือการขอเพียงแต่เข้าร่วมมีอำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงนโยบาย ก็จะคล้ายๆ เดิม ปฏิรูปไปเสียเปล่า ไม่เกิดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเท่าที่ควร จึงอยากขอให้บรรดาพรรคการเมืองประกาศเจตนารมณ์ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้ชัดก่อนเลือกตั้ง แต่จะโทษพรรคการเมืองฝ่ายเดียวไม่ได้ ที่สำคัญคือพลเมืองจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตทางการเมืองอย่างแข็งขันด้วย







