
กินเจไม่เหมือนเดิม
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจประจำปี 2560
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจประจำปี 2560 ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เหตุผลหลักมาจากราคาอาหารเจที่ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี
ทั้งนี้ การกินเจส่วนใหญ่เป็นประเพณีปฏิบัติของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งจากผลการสำรวจคนไทยเชื้อสายจีน กินเจ 97.6% ที่ไม่กินมี 2.4% ส่วนคนไทยที่ไม่มีเชื้อสายจีนที่กินเจมี 17.7% ไม่กิน 82.3% แต่โดยเฉลี่ยปีนี้มีคนตอบว่าจะกินเจ 36.5% คนไม่กิน 63.5%
อย่างไรก็ตาม หากดูสถิติย้อนหลังพฤติกรรมการกินเจของประชาชนทั่วประเทศมีเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการดูแลเรื่องสุขภาพของผู้คน และในปีนี้เหตุผลหลักๆ ของการกินเจที่เพิ่มขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 (21.2%) และตั้งใจทำบุญ (17.9%) ส่วนคนที่กินทุกปีต่อเนื่องมีถึง 79.3%
สำหรับลักษณะการบริโภคอาหารเจ ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้ออาหารปรุงสำเร็จเป็นหลัก ในทุกช่วงอายุ ขณะที่คนอายุ 50-60 ปี ส่วนใหญ่จะซื้อของมาทำกินเองที่บ้าน ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน เน้นซื้ออาหารสำเร็จรูป เช่น มาม่า โจ๊กซองเป็นหลัก และสถานที่หลักที่ผู้บริโภคจะไปซื้ออาหารเจ อันดับ 1 คือร้านสะดวกซื้อ 29% ตามด้วยร้านค้าทั่วไป 27.1% ซูเปอร์มาร์เก็ต 21.5% ตลาดสด 18.8% และห้างค้าส่ง-ค้าปลีกขนาดใหญ่ 3.6% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้ซื้อด้วยตัวเองจะมีตัวกลางช่วย ได้แก่ ไลน์แมน วินมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้ออาหารเจของผู้บริโภค อันดับ 1 ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาด ตามด้วยเรื่องรสชาติ ความสะดวก ส่วนราคาตามมาเป็นอันดับ 4 และสินค้าที่มักจะมีปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผักและผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ช่วงนี้ราคาจะทะยานขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงปกติ รวมทั้งกลุ่มโปรตีนเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทศกาลกินเจ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ชุดขาว ชุดอุปกรณ์ในการทานอาหาร เป็นต้น ที่ราคาล้วนเพิ่มขึ้นตามลำดับ
จากผลการสำรวจปีนี้ ประชาชนทั่วไปจะใช้เงินในการจับจ่ายช่วงเทศกาลกินเจเฉลี่ยคนละ 10,245.47 บาท ซึ่งเป็นผลจากราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลที่ทำให้การใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเทศกาลกินเจมีมูลค่าถึงประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2551
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการกินเจของคนรุ่นใหม่จะแตกต่างจากคนรุ่นเดิม ที่เน้นเรื่องความสะดวก สบายในการหาซื้อสินค้ามาบริโภค ร้านสะดวกซื้อจึงเป็นคำตอบ และเชื่อว่าคนที่ไม่ไปซื้อสินค้าเองจะยิ่งมีมากกว่า ซึ่งทำให้กลุ่มบริการเดลิเวอรี่มีโอกาสเติบโต ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของธุรกิจร้านอาหาร ที่จะจัดโปรโมชั่นในช่วงเทศกาลกินเจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อมากขึ้น และนำเสนอเมนูอาหารใหม่ที่เป็นทางเลือกในการบริโภคให้กับประชาชน แทนที่จะซื้อวัตถุดิบมาปรุงเองเหมือนคนรุ่นก่อน ซึ่งทั้งยุ่งยากและมีราคาแพง
แต่ทั้งนี้จากแนวโน้มการบริโภคอาหารเจที่มีมากขึ้นทุกปี ซึ่งไม่ใช่แค่กลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ อาหารการกินของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีและทำให้อาหารสุขภาพขยายตัวตามลำดับ และเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแปรรูปใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาลกินเจทุกปี
อีกสิ่งที่สำคัญของเทศกาลกินเจ ไม่เพียงแต่เป็นการใส่ใจดูแลสุขภาพกายที่ดี ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพใจที่ดี ในการงดเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ และมุ่งสร้างความสงบทางจิตใจของผู้คน







